เครื่องเป่าทองเหลือง (Brass Instruments) เครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองนี้เรียกรวมๆ ว่า กลุ่มแตรส่วนประกอบ ที่สำคัญ ของเครื่องดนตรีกลุ่มนี้คือท่อลมทำด้วยโลหะขนาดต่างๆกันการเกิดเสียงเกิดจากการเป่าลมให้เกิดการสั่นสะเทือนที่ริมฝีปากของผู้เล่นผ่าน เข้าไปในปากเป่า (Mouth Piece) การเป่าเครื่องเป่าทองเหลือง จึงขึ้นอยู่กับริมฝีปากเป็นสำคัญ เครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลือง ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีดังนี้
คอร์เน็ต(Cornet) คือเครื่องเป่าทองเหลืองที่มีลักษณะคล้ายกับทรัมเป็ท แต่ลำตัวสั้นกว่า คุณภาพของเสียง มีความนุ่มนวลกลมกล่อม แต่ความสดใส ของเสียงน้อยกว่าทรัมเป็ท  คอร์เน็ตถูกนำมาใช้ในวงออร์เคสตรา ครั้งแรกประมาณ ค.ศ.1829 ในการแสดงโอเปร่าของ Rossini เรื่อง William Tell ในปัจจุบัน คอร์เน็ต เป็นเครื่องดนตรีสำคัญสำหรับวงโยธวาฑิตและแตรวง
บิวเกิล คือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมทองเหลือง ไม่มีนิ้วกด มีหลายขนาด ปกติจะนำไปใช้เป่าสัญญาณแตร แบบต่างๆ มักนิยมนำไปใช้ในกิจกรรมทางทหาร กิจกรรมลูกเสือ
ฟลูเกิลฮอร์น (Flugelhorn)เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าทองเหลือง เช่นเดียวกับทรัมเป็ท มีลักษณะคล้ายกับแตรบิวเกิล ปกติจะมี 3 อัน ท่อลมกลวง เป็นรูปกรวยปลายบาน เป็นลำโพงรูปร่างค่อนข้างใหญ่กว่าคอร์เน็ท ลักษณะ  ของเสียงจะคล้ายกับ ฮอร์นแต่มีความห้าวกว่าฮอร์น
ทรัมเป็ท(Trumpet) เป็นเครื่องดนตรีสากลในกลุ่มเครื่องลมทองเหลือง(แตร) ประเภทเสียงสูง
(high brass)เช่นเดียวกับเฟรนซ์ฮอร์น กำเนิดเสียงโดยอาศัย ลมจากการเป่าของผู้เล่นทำให้เกิด การสั่นสะเทือนของริมฝีปาก โดยทั่วไป มีปุ่มกด(valve) 3 อัน เรียงอยู่ ระนาบเดียวกัน มีทั้งที่เคลือบผิว ด้วยทอง, เงิน, นิลเกิล,และแลกเกอร์ทรัมเป็ทมีวิวัฒนาการมายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเริ่ม จากแตรสัญญาณที่ใช้ในการล่าสัตว์หรือในทางทหาร แต่แตรลักษณะนั้น โดยมาก จะไม่มีปุ่มกด เพื่อเปลี่ยนระดับเสียง ทำให้ไม่สามารถสร้างระดับเสียงที่แตกต่างกัน ได้มากนัก จนกระทั่งมีการคิด ประดิษฐ์ปุ่มกดและกลไกต่างๆ เข้าไปภายในสมัย ยุคกลาง โดยเป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยม ในวงกว้าง สามารถพบเห็นได้ในวงหลากหลายหลายรูปแบบตั้งแต่วงพื้นบ้านของเม็กซิกัน (mariachi) วงแจ๊ส วงโยธวาฑิต จนถึงวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ หรือแม้แต่วงดนตรีป๊อบ-ร็อคสมัยใหม่
ทรอมโบน(Trombone) ประกอบด้วยหลอดยาวๆ เป็นปากเป่าและปากบาน มีหลอดซ้อนสำหรับชักเข้า-ออก ให้มีระยะยาวสั้น เพื่อเปลี่ยนเสียงอย่างรวดเร็ว ฟังตื่นเต้นเร้าใจ ใช้บรรเลงในวงออร์เคสตร้า แจ๊ส และวงเครื่องทองเหลือง  เสียงของทอมโบนดังคล้ายๆ ฮอร์น แต่มีช่วงกังวาน เนื่องจากเสียงไม่ค่อยจะ สดใส จึงเหมาะที่จะทำเป็นเสียงแหบๆ เหมือนคนเป็นหวัด หรืออ้อๆ แอ้ๆ ได้ดีมาก  ทรอมโบนมีเสียงที่ทุ้ม กว่าทรัมเป็ท  จึงมีคนกล่าวว่าเป็นเบสของทรัมเป็ท
แซ็คบัท(Sackbut) เป็นบรรพบุรุษของทรอมโปนในปัจจุบัน ถือกำเนิดในช่วง ปลายศตวรรษที่ 15 หลักการทำงาน คือการเลื่อนท่อเพื่อให้เกิดระดับเสียง ต่างๆ กัน คำว่า Sackbut มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า Sacquer(เคลื่อนไหวอย่างรุนแรง) Bouter (ดัน) ซึ่งเป็นการอธิบายลักษณะท่าทางของผู้เล่นในขณะ ที่บรรเลงเครื่อง ดนตรีชนิดนี้
เฟรนซ์ฮอร์น (France Horn) ปัจจุบันเรียกว่า "ฮอร์น" ต้นกำเนิด ของฮอร์น คือเขาสัตว์ ฮอร์นที่เก่าแก่ ที่สุดคือโซฟาร์ (Shofar) ของชาวฮิบรู ทำด้วยเขาแกะ เฟรนซ์ฮอร์นเป็นแตรที่มีช่วงเสียงกว้างถึง 3 ออคเทฟครึ่ง    มีท่อยาวประมาณ 12-15 ฟุต แต่นำมาขดเป็นวงโค้งไปมา เพื่อให้สะดวกแก่ผู้เป่าจนเหลือ ความยาวจาก ปากเป่าถึงปากลำโพงเพียง 20 นิ้ว เสียงของเฟรนซ์ฮอร์น สดใส สง่า จัดเป็น พระเอกในบรรดา เครื่องเป่าทองเหลือง นักแต่งเพลงหลายคนใช้เสียงของ เฟรนซ์ฮอร์นบรรยายความงามของธรรมชาติ
7. ทูบา (Tuba)เป็นเครื่องดนตรีตระกูลแซกฮอร์น ซึ่งอดอล์ฟ แซก ได้ประดิษฐ์ ขึ้นเมื่อปี 1845 แตรตระกูล แซกฮอร์นมีหลายขนาดเรียกชื่อต่างๆ กันตามขนาด เช่น บาริโทน ยูโฟเนียม การผลิตให้มีหลายขนาดก็เพื่อจะให้มี แตรหลายๆ ระดับเสียง เพื่อใช้ในวงแตรวงและวงโยธวาทิต ส่วนที่ใช้ในวงออร์เคสตรา ซึ่งมีมาแต่เดิมและนิยม ใช้มากที่สุดคือ ทูบา ซึ่งมีลมท่อขนาดใหญ่และมีความยาว ตั้งแต่ 9,12,14,16 และ 18 ฟุต มีช่วงเสียงกว้าง 3 ออคเทฟเศษๆ ท่อลม เป็นทรงกรวยเช่นเดียวกับฮอร์น ส่วนกลางลำตัวติดลูกสูบบังคับเสียง 3 อัน หรือ 4 อัน เสียงของทูบาต่ำลึก นุ่มนวล ไม่แตกพร่า แตรทูบาทำหน้าที่เป็นแนวเบส ให้แก่กลุ่มเครื่องเป่าทองเหลือง
ยูโฟเนียม (Euphonium) คือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าทองเหลือง คุณภาพ เสียงของยูโฟเนียมจะนุ่มนวล ทุ้มลึก และมีความหนักแน่นมาก สามารถเล่นใน ระดับเสียงต่ำได้ดี บางครั้งนำไปใช้บรรเลงในวงออร์เคสตรา ลักษณะทั่วไปของ ยูโฟเนียมเหมือนกับเครื่องเป่าทองเหลืองทั่วไป คือมีลูกสูบ 3-4 อัน มีกำพวดเป็นรูปถ้วย ท่อลมกลวงบานปลายเป็นลำโพง
8. ซูซาโฟน ( Sousaphone)เป็นเครื่องดนตรีที่จอร์น ฟิลิป ซูซา ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อใช้แทนทูบา เพื่อให้ง่าย แก่การเดินสาย เสียงของซูซาโฟนมีเสียงแบบเดียวกับ ทูบา ฉะนั้นจึงสามารถใช้แทนกันได้  มีกำพวดเป็นรูปถ้วย ท่อลมกลวงบานปลายเป็นลำโพง
ประเภทเครื่องเป่าลมไม้  เครื่องเป่าลมไม้แบ่งได้อย่างกว้าง ๆ เป็น 2 ประเภทคือ
1. ประเภทเป่าลมเข้าไปในรูเป่า (Blowing into a tube) หรือ เครื่องเป่าลมไม้ประเภทขลุ่ย ลำตัวมีลักษณะเป็นท่อ แบ่งตามลักษณะของการเป่าได้ 2 ประเภทคือ    ประเภทเป่าตรงปลาย เช่น ขลุ่ยรีคอร์เดอร์ และประเภทเป่าลมเข้าทางด้านข้าง เช่น ฟลูต และปิคโคโล
2. ประเภทเป่าลมให้ผ่านลิ้นของเครื่องดนตรี (Blowing through a reed) หรือ เครื่องเป่าลมไม้ประเภทปี่ ส่วนประกอบที่สำคัญคือมีลิ้น (Reed) เป็นตัวสั่นสะเทือน ส่วนที่เป็นลิ้นจะอยู่ตรงปลายด้านหนึ่งของปี่ เมื่อเป่าลมผ่านลิ้นให้เกิดการสั่นสะเทือน ลมจะเข้าไปในท่อซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวขยายเสียงหรือตัวกำทอน แล้วออกไปยังปากลำโพง เครื่องดนตรีพวกปี่ยังจำแนกออกได้ตามลักษณะของลิ้นที่ใช้ เป็นประเภทลิ้นคู่ (Double reed) และลิ้นเดี่ยว (Single reed
Tenor Saxophone เทเนอร์แซกโซโฟน เป็นแซกโซโฟนที่ถูกใช้มากใน การเล่นดนตรีแนวแจ็ส แต่ก็สามารถเห็นแซกโซโฟนเทเนอร์ได้ในการเล่น ดนตรีแบบอื่นๆ เช่นกัน เสียงของแซกเทเนอร์ จะมีลักษณะแบบนุ่มๆ อ้วนๆ และต่ำกว่าแซกโซโฟรอัลโตและแซกโซโฟนโซปราโน รองจากแซกโซโฟน อัลโตแล้วแซกโซโฟนเทเนอร์น่าจะเป็นตัวเลือกที่มือใหม่ควรจะใช้ในการเริ่มต้น
Soprano Saxophone โซปราโนแซกโซโฟน เป็นแซกโซโฟนที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาและ มีความถี่สูงที่สุด เนื่องจากมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา จึงสามารถถือไว้ในมือได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องใช้สายสะพาย แซกโซโฟนโซปราโนไม่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการหัดเล่นแซกโซโฟน เนื่องจากมีความยากในการเป่ามากกว่าแซกโซโฟนอัลโตและเทเนอร์ ในปัจจุบันแซกโซโฟนโซปราโนจะมีรูปทรงให้เลือก 2 แบบ คือแบบตรง และแบบโค้งก็จะมีลักษณะเหมือนกับแซกโซโฟนอัลโตแต่มีขนาดเล็กกว่า
คราริเน็ท (Clarinet) เป็นเครื่องดนตรีประเภทลมไม้ ใช้ลิ้นเดียว ปี่คราริเน็ท ในระดับเสียงบีแฟลต ได้ถูกใช้เป็นตัวแทนเมื่อมีการกล่าวถึงปี่คราริเน็ทเสมอ คราริเน็ทมีใช้อยู่หลายชนิด เช่น บีแฟลต คราริเน็ท,เบสคราริเน็ท, อัลโตคราริเน็ท,อีแฟลตคราริเน็ท ลำตัวปี่คราริเน็ททำด้วยโลหะ และไม้ หรือบางครั้งก็ทำด้วยยาง หรือพลาสติก ลำตัวปี่กลางเปลี่ยนระดับเสียงโดย ใช้นิ้ว และคีย์โลหะบุนวม ปิดเปิดรู ปี่คราริเน็ทมีรูปร่างคล้ายกับปี่โอโบ แตกต่างกันที่ปากเป่า(กำพวด) คุณภาพเสียงของปี่คราริเน็ท มีช่วงเสียงกว้าง และทุ้มลึกมีนิ้วพิเศษที่ทำเสียงได้สูงมากเป็นพิเศษ
เบสคลาริเนต (Bass Clarinet) เป็นปี่คลาริเนตขนาดใหญ่มีช่วงเสียงต่ำกว่าคลาริเนตธรรมดา 1 ออคเทฟ ลำตัวยาวกว่าคลาริเนต ส่วนปากลำโพงทำด้วยโลหะและงอนขึ้น ส่วนที่เป่า งอโค้งทำมุมกับตัวปี่ วัตถุประสงค์ของการประดิษฐ์เบสคลาริเนตขึ้น เพื่อให้ มีเสียงของเครื่องดนตรีในตระกูลคลาริเนต ครบทุกเสียง
Pungi ปันคิ หรือ บิน เป็นเครื่องดนตรีของคนเล่นกับงู ปันคิ มีความยาวประมาณ 1-2 ฟุต ทำจากไม้ 2 ชนิด คือ ไม้จำพวกต้นอ้อ หรือไม้ไผ่ เป็นเครื่องดนตรี สำหรับบรรเลงทำนอง(Melody) หรือเสียงที่ไม่ได้ บรรเลงเป็นทำนอง(Drone) แล้วมีส่วนที่ทำมาจากน้ำเต้าหรือมะพร้าวเป็นโพรงติดอยู่กับลำต้นที่มีไม้ 2 อัน
Zummara (ซัมมารา) เป็นเครื่องเป่าแบบคลาริเนต มีสองลิ้น มีท่อเสียง สองท่อคล้ายกับพันจิ ของอินเดีย เครื่องดนตรีนี้เป็นเครื่องดนตรีอิทธิพลมุสลิม พบว่าปรากฎในกลุ่มประเทศต่างๆ ที่นับถือ ศาสนาอิสลาม ตั้งแต่ทวีปแอฟริกา ตอนเหนือไปเรื่อยจนถึงประเทศอินโดนีเซีย
โอโบ (Oboe) คือ เครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องลมไม้ ลำตัวโอโบเป็นรูปทรงกรวย ทำด้วยไม้ แบ่งเป็น 3 ท่อน เวลาใช้ต่อเข้าด้วยกัน มีรูสำหรับใช้นิ้วปิดเปิด 6 รู และมีคีย์โลหะบุนวมต่อเป็นระบบกลไก เชื่อมโยงสำหรับปิดเปิดรูอีกด้วย คุณภาพ เสียงของโอโบมีความแหลมสียดแทง และมีลักษณะเป็น เสียงนาสิก โอโบที่ใช้ ในปัจจุบันนี้มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ใช้ในการแสดงโอเปร่า ฝรั่งเศส เรียกว่า "Hautbios" หรือ "Hoboy" ในศตวรรษที่ 18 โอโบใช้เป็นเครื่องดนตรี หลักในวง ออร์เคสตร้า ในขณะนั้นมีรูปิดเปิดเพียง 2-3 รู เท่านั้น ในศตวรรษที่ 19 โอโบได้ พัฒนาในเรื่องระบบกลไก คีย์ กระเดื่อง สำหรับปิดเปิดรู เพื่อเปลี่ยน ระดับเสียง ให้เล่นได้สะดวกมากขึ้น จนในที่สุด โอโบ คือ เครื่องดนตรีหลักที่จะ ต้องมี ในวงออร์เคสตร้า
อิงลิซฮอร์น (English Horn) เป็นเครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องลมไม้ บางครั้ง จะเรียกว่า คอร์แองเกลส์ (Cor Anglais) ปี่ชนิดนี้มีลำตัวยาวกว่าปี่โอโบ แต่มีขนาดใหญ่กว่าและมีรูปร่างที่แตกต่างไปจากโอโบ มีระดับเสียงที่ต่ำกว่า โอโบอยู่ในระดับคู่ 5 จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อัลโตโอโบ(Alto Oboe) เวลาเล่นจะต้องมีสายติดกับลำตัวปี่โยงไปคล้องคอผู้เล่น เพื่อพยุงน้ำหนักของปี่ อิงลิซฮอร์นเป็นเครื่องดนตรีที่มีลิ้นคู่มีเสียงโหยหวน โศกเศร้า
ฟลูต (Fute) เป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งที่มีพัฒนาการมาจาก มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ที่คิดใช้กระดูกสัตว์หรือเขาของสัตว์ที่เป็นท่อกลวง หรือใช้ปล้องไม้ไผ่มา เจาะรูแล้วเป่าให้เกิดเสียงต่างๆ วัตถุนั้นจึงเป็นต้นกำเนิด ของเครื่องดนตรีประเภทขลุ่ย ฟลูตเป็นขลุ่ยเป่าด้านข้าง มีความยาว 26 นิ้ว มีช่วงเสียงตั้งแต่C กลางจนถึง C สูงขึ้นไปอีก 3 ออคเตฟ และมีเสียงแจ่มใส จึงเหมาะสำหรับเป็นเครื่องดนตรีประเภทเล่นทำนอง ใช้เลียนเสียงนกเล็กๆ ได้ดี และเสียงต่ำของฟลูตจะให้เสียงที่นุ่มนวล
Nay (เนย์) เป็นเครื่องเป่าประเภทขลุ่ยไม่มีลิ้น เป่าในแนวดิ่งเหมือนกับ รีคอร์เดอร์ พบอยู่ทั่วไปทางทวีป แอฟริกาเหนือและเอเซียตะวันออกใกล้ มีหลายลักษณะด้วยกันแล้วแต่ความต้องการของนักดนตรีที่จะ เลือกใช้ นอกจากนี้มีการทำลวดลายบนเนย์ด้วยการใช้ความร้อนเผาลงบนไม้ไผ่ที่ทำขลุ่ยจะได้ลวดลาย ตามต้องการ
Ocarina เป็นเครื่องดนตรีโบราณ นักประวัติศาสตร์พิสูจน์ได้ว่ามันมีต้นตอ ย้อนหลังกลับไปได้ถึง 12,000 ปี มาแล้ว ลักษณะของ Ocarina น่าจะเป็น ต้นแบบของเครื่องเป่าทุกชนิดในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นแซกโซโฟน หรือขลุ่ย
พิคโคโล (Piccolo) เป็นขลุ่ยขนาดเล็กมีลักษณะเช่นเดียวกับฟลูตแต่เล็กกว่า ทำมาจากไม้หรือ  อีบอร์ไนท์ แต่ปัจจุบันทำด้วยโลหะยาวประมาณ 12 นิ้ว เสียงเล็กแหลมชัดเจน แม้ว่าจะเป่าเพียงเครื่องเดียว พิคโคโลเล่นได้ดี เป็นพิเศษโดยเฉพาะการทำเสียงรัว (Trillo) และการบรรเลงเดี่ยว (Solo)
เรคอร์เดอร์ (Recorder) คือ เครื่องดนตรีเก่าแก่ จัดอยู่ในกลุ่มเครื่องลมไม้ พัฒนาจากยุคกลางจนถึง ศตวรรษที่ 18 มีรูสำหรับใช้นิ้วปิดเปิดเสียง 8 รู ลำตัวจะเป็นทรงกรวยทำด้วยไม้หรือพลาสติก มีปากเป่า ลักษณะเหมือนกับ นกหวีด วิธีเป่าเหมือนกับการเป่าขลุ่ยไทย คุณภาพเสียงจะนุ่มนวลบางเบา เสียง ในระดับสูงมีความแจ่มใสนิยมเล่นมากในศตวรรษที่ 16 และ 17 และได้รับการพัฒนาเรื่อยมา ในปัจจุบัน ได้สร้างขึ้นใหม่ มีระดับเสียงสูงถึงต่ำ 4 ระดับ ดังนี้ 1.เดสแคนท์ (Descant) หรือ โซปราโน (Soprano)  2.เทร็บเบิล (Treble) หรือ อัลโต(Alto) 3. เทเนอร์ (Ternor) 4.เบส (Bass)
บาสซูน (Bassoon) คือ เครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องลมไม้ อยู่ในตระกูลโอโบ มีลิ้นคู่ มีเสียงต่ำเป็นเบส บาสซูนเป็นเครื่องดนตรีสำคัญในการประสมวง ออร์ควอเต็ทสำหรับเครื่องลมไม้ ซึ่งประกอบด้วยฟลุท คราริเน็ท โอโบ และ บาสซูน คุณภาพเสียงของบาสซูนในช่วงเสียงสูงจะแหลม ในช่วงกลางจะทึบ กลวง ไม่หนักแน่น ส่วนมากแล้วมักจะใช้เสียงของบาสซูนแสดงถึงความ ตลกขบขัน
คอนทราบาสซูน (Contra Bassoon) คอนทราบาสซูนเป็นปี่ที่ใหญ่กว่า ปี่บาสซูนประมาณ เท่าตัว คือ มีความยาวของท่อลมทั้งหมดถึง 18 ฟุต 4 นิ้ว หรือ 220 นิ้วพับเป็น 4 ท่อน แต่ละท่อนเชื่อมต่อด้วย Butt และข้อต่อรูปตัว U ที่ปลายท่อนสุดท้ายจะต่อกับลำโพงโลหะที่คว่ำลงในแนวดิ่ง แต่คอนทราบาสซูน  อีกชนิดหนึ่งลำโพงหงายขึ้นในแนวดิ่ง คอนทราบาสซูนจะให้เสียงที่ต่ำกว่า บาสซูนลงไปอีก 1 ออคเทฟ เสียงจะนุ่ม ไม่แข็งกร้าวเหมือนบาสซูน แต่ถ้า บรรเลงเสียงต่ำอย่างช้าๆ ในวงออร์เคสตราขณะที่เครื่องดนตรีอื่นๆ เล่นอย่าง เบาๆ จะสร้างภาพพจน์คล้ายมีงูใหญ่เลื้อยออกมา จากที่มืด โอกาสที่ใช้ในการ บรรเลงมีไม่มากนัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทเพลงนั้นๆ
ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ มีเครื่องดนตรีโบราณอยู่ 2 ชนิด คือ Curtal ของอังกฤษ และ Sordone ของฝรั่งเศส ที่มีรูปร่างคล้ายกันกับบาสซูน ในปัจจุบัน บาสซูนจัดเป็นปี่ประเภทมีลิ้นคู่ เหมือนกันกับ โอโบ บาสซูนมีเสียง ทุ้มแหบพร่า เล่นทำนองเครียดและเคร่งขึม แต่ถ้าเล่นเสียงห้วนๆ จะดัง ปุดๆ ให้ความรู้สึกสนุกสนาน ตลกขบขัน ด้วยเหตุนี้ บาสซูนจึงมีฉายาว่า " ตัวตลกแห่งวงออร์เครสตร้า"
( The clown of the orchestra )
Harmonica แบ่งออกได้เป็น 4 แบบ 1. ไดโทนิค (Diatonics) สังเกตได้ว่า แบบนี้จะมี 10 รูและบ่งบอกคีย์ที่กล่องและตัวเครื่อง 2.Tremolo แบบนี้ จะเห็น กันบ่อยที่เห็นเป็น Harmonica แบบตัวยาว ๆ และมีรูสองแถว ทำให ้ได้ เสียง ดังขึ้นด้วยเพราะเป็นแบบลิ้นคู่ 3.Octave แบบนี้ก็คล้ายกับแบบที่สองครับ แต่เวลาเป่าจะได้เสียงประสานคุ่แปดออกมาด้วย 3.Chromatic แบบนี้ ไม่ค่อยมีใครนำเข้าเพราะราคาค่อนข้างสูงแบบนี้สังเกตไม่ยากครับคือจะมีปุ่มด้านข้างที่จะเปลี่ยนเสียง
ให้เล่นครึ่งเสียงได้ นอกจากนั้นยังมีแบบพิเศษอื่น ๆ
KHAEN (แคน) เป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ของโลกชนิดหนึ่ง จากหลักฐาน ทางโบราณคดีของจีนพบว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 2,400 ปี และแคนยังเป็น เครื่องดนตรีที่นิยมแพร่หลายและกระจายอยู่หลายประเทศหลายกลุ่มชั้นทั้งใน หมู่ชาวบ้านและชาวนา เช่นในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย เป็นต้น
 ประเภทของแคน แบ่งออกเป็นประเภทตามลูกแคน ดังนี้
1. แคนหก เป็นแคนขนาดเล็กที่สุด ประกอบด้วยคู่แคนหกคู่ (3 คู่) เหมาะ     สำหรับเด็กๆ ที่จะเป่าเล่น
2. แคนเจ็ด เป็นแคนขนาดกลาง ประกอบด้วยคู่แคน 7 คู่ คนในภาคกลาง     นิยมเล่นเป็นวง สำหรับบรรเลงเพลงไทยเดิม
3. แคนแปด เป็นแคนที่นิยมมากที่สุดในภาคอีสาน ประกอบด้วยคู่แคน 8 คู่
4. แคนเก้า มีขนาดใหญ่ที่สุดและยาวที่สุด ในสมัยก่อนแคนเก้าเป็นที่นิยมมาก    แต่ทุกวันนี้ยังมีหมอแคนน้อยคนนักที่ยังเป่าแคนเก้าอยู่
Highland Bagpipe เป็นเครื่องดนตรีชนิดเป่า มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศ สก็อตแลนด์ ชาวสก็อตนิยมเป่าเครื่องดนตรีชนิดนี้มาก ลักษณะของเครื่อง ดนตรีจะมีถุงเอาไว้เก็บลม ของผู้เป่า และผู้เป่าจะสามารถกำหนดความแรง ของลมเมื่อลมออกจากถุงได้ว่าวคร หนัก เบา แค่ไหน และสามารถเป่าได้ ครบตามโน้ตของโน้ตสากลอีกด้วย
กีตาร์ (Guitar) คือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย เล่นโดยวิธีการดีด เกี่ยว ดึงหรือกรีดลงบน สายกีตาร์ อาจใช้นิ้วหรือเพล็คทรัมก็ได้ กล่องเสียงของ กีตาร์มีลักษณะคล้ายไวโอลินขนาดใหญ่ คอยาว มีเฟรทโลหะวางคั่นอยู่ มี 6 สาย และมีหมุดยึดสายที่ปลายคอกีตาร์ สายของกีตาร์ มีทั้งที่ทำด้วยโลหะ และไนล่อน กีตาร์พัฒนามาจาก คีทารา เครื่องดนตรีของกรีก กีตาร์สามารถ เล่นคลอประกอบการขับร้องได้ดี ทั้งดีดทีละเสียงหรือดีดเป็นคอร์ดก็ได้ กีตาร์ในปัจจุบัน ได้พัฒนารูปแบบไปอย่างหลากหลาย  สายที่ใช้มีทั้งโลหะ และไนล่อน กีตาร์สายไนล่อนจะเรียกว่า กีตาร์คลาสสิค
กีตาร์เบส เป็นเครื่องดนตรีหลักของดนตรีแจ๊ส อันประกอบไปด้วย กลองชุด กีตาร์ กีตาร์เบส และเบียโน หรือคีย์บอร์ด ดนตรีแจ๊สกำเนิดมาจากทาสนิโกร ที่เมืองนิวออร์ลีนแถบฝั่งแม่น้ำ มิสซิปปี้ ซึ่งนิโกรเหล่านี้พอว่างเว้นจากภาระกิจ ก็จะร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน และคิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีต่างๆ มาใช้ ประกอบการบรรเลง โดยการตบมือ ใช้ไม้ไผ่ทำเป็น เครื่องเป่า ใช้หนังควายทำ เป็นกลอง และใช้หางม้าเป็นคันซอ เป็นต้น
กีตาร์คลาสสิก(Classic Guitar) ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของกีตาร์ในปัจจุบัน มีลักษณะดังนี้
- ส่วนหัว( Head) เป็นไม้มีรูเจาะเป็นช่องยาว 2 ช่อง มีแกนสำหรับใส่สายกีตาร์ เมื่อวางกีตาร์ในแนวนอน ลูกบิดจะตั้งฉากกับพื้น - ส่วนคอ(Neck) จะใหญ่กว่า กีตาร์ชนิดอื่น จำนวนเฟร็ด 12 เฟร็ด -ลำตัว (Body) มีลักษณะเรียบด้านหน้า มีรูกลมเป็นกล่องเสียง อยู่ต่อจาก ด้านล่างสุดของคอ ส่วนด้านล่างของ โพรงเสียงจะมีบริคจ์(Bridse)ที่ยึดสายกีตาร์ไว้กับลำตัว ด้านหน้า ข้อสังเกต กีตาร์คลาสสิก โดยมากจะใช้สายไนลอน สายเบส (4,5,6) จะเป็น สายที่พันด้วยเส้นโลหะเล็กๆ เช่น ทองแดง บรอนส์ ฯลฯ  กีตาร์คลาสสิค เป็นกีตาร์ที่ให้เสียงพริ้วไหว ไพเราะมาก แต่ในการเล่น ผู้เล่นจะต้องเรียนรู้ทฤษฏี อย่างมาก ซึ่งต้องใช้เวลามากในการฝึก
ฮาร์ป (Harp) คือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายของตะวันตก เรียกอีกอย่างว่า "พิณ" มีเสียง เกิดขึ้นจากการใช้นิ้วดีด สายเสียงของเครื่องดนตรีนี้ปกติแล้วมี 47 สาย และที่เหยียบเพดดัล 7 อัน เพดดัลแต่ละอันจะควบคุมสายเสียงแต่ละชุด เช่น เพดดัลอันหนึ่งจะบังคับสายเสียง C ทั้งหมด  และ อีกอันหนึ่งจะบังคับ สายเสียง D  ทั้งหมด  ฮาร์ปเป็นเครื่องดนตรีเก่าแก่ชนิดหนึ่งที่มีการ กล่าวถึง ตั้งแต่ราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาล  ที่มาของเครื่องดนตรีชิ้นนี้น่าจะมาจาก ประเทศ ไอยคุปต์ เพราะตามภาพผนังใต้สุสานของประเทศไอยคุปต์ที่เห็นจะมีรูปคนดีดพิณชนิดนี้อยู่เยอะมาก
ดับเบิ้ลเบส (Double Bass) เป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตระกูลไวโอลิน  มีความยาวประมาณ 74 นิ้ว ผู้บรรเลงต้องยืนเล่น เสียงของดับเบิ้ลเบสต่ำสุดแสดงถึงความมีอำนาจ ความกลัว ความลึกลับสายทั้ง สี่ตั้งเสียงห่างกันเป็นคู่ 4 เพอร์เฟค คือ  E-A-D-G
ลูท (Lute) เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่ได้รับความนิยมมากในระหว่าง ศตวรรษที่ 16 และ 17 สาย จะขึ้นไว้เป็นคู่ๆ ลูทมีรูปร่างคล้ายลูกแพร์ และมี ส่วนคอเป็นแผ่นแบน มีขีดแบ่งเสียง 7 ขีดหรือมากกว่านั้น หมุดหมุนสายจะเอน ไปด้านหลังเพื่อช่วยยึดสายต่างๆ ไว้
บาลาไลกา (Balalaika) บาลาไลกาเป็นเครื่องดนตรีประจำชาติของรัสเซีย จัดอยู่ในประเภทของพิณ มีลักษณะคอที่ยาว มีสาย 3 สาย ลำตัวเป็นรูป สามเหลี่ยม ชาวรัสเซียมักใช้บาลาไลกาประกอบในการ ขับร้องและเต้นรำ
ซิตาร์ (Sitar) ซิตาร์เป็นเครื่องดนตรีของอินเดียมีลักษณะใหญ่และยาวมาก แต่ที่แปลกกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ คือช่องต่างๆบนคอสามารถย้ายตำแหน่งได้ เทคนิคในการเล่นซิตาร์ คือ ผู้เล่นมักจะดันหรือดึงสายของซิตาร์ เพื่อทำให้ ระดับสายโหนขึ้นหรือเอื้อ
อูด (Oud) อูดเป็นเครื่องสายเก่าแก่แถบอารเบีย ลักษณะของอูดจะมีคอที่สั้น และไม่มีการแบ่งช่อง การดีดจะต้อง ใช้ไม้ดีดแทนนิ้ว
ยูคูลีลี (Ukulele) ยูคูลีลีเป็นเครื่องสายที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับกีตาร์ แต่ยูคูลีลีมีแค่ 4 สายได้รับความนิยม มากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
Yueqin (เยอะฉิน) เป็นเครื่องดนตรีจีนประเภทดีด รูปร่างเป็นพิณกลแบบ ดวงจันทร์คอสั้น สลักเชื่อมตัวเป็นโลหะ นิยมบรรเลงเป็นเสียงรัวที่สั่นไหว ทำให้เกิดความไพเราะ เยอะฉินบรรเลงประสานเสียงในเพลงและนิยมบรรเลง ในวงบรรเลงงิ้วขนาดเล็ก
ฮาร์ปสิคอร์ด (Harpsichord) เป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ใช้กันมากในศตวรรษที่ 16,17 และ 18 เกิดก่อนเปียโน สายภายในเครื่องดนตรีจะถูกเกี่ยวด้วยไม้ดีด ขณะที่เรากดคีย์ลงไป ฮาร์ปสิคอร์ด ไม่สามารถเล่นให้เกิดเสียงดัง-เบา ได้ เหมือนเปียโน
มาราคา (Maracas) เป็นเครื่องตีกระทบ เดิมทำด้วยผลน้ำเต้าแก่จัด ทำให้แห้ง ภายในบรรจุเมล็ดน้ำเต้า เมล็ดถั่วต่างๆ หรือลูกปัดเล็กๆ ต่อด้ามไว้สำหรับจับถือ เวลาเล่นใช้เขย่าเพื่อให้เกิดเสียงซ่าๆ จะเขย่าด้วยมือทั้งสองข้างให้ดังสลับกัน ปัจจุบันทำด้วยไม้
มาริมบา (Marimba)เป็นเครื่องตีกระทบที่มีระดับเสียงแน่นอน เป็นระนาด ของดนตรีตะวันตก ลักษณะทั่วๆ ไปเหมือนกับไซโลโฟนหรือไวปราโฟน เป็นระนาดไม้ขนาดใหญ่ ลูกระนาดทำด้วยไม้ที่มีชื่อว่า "โรสวู้ด" ใต้ลูกระนาด มีท่อโลหะติดอยู่เพื่อเป็นตัวขยายเสียง
Jew's harp เป็นเครื่องดนตรีที่สามารถพับเก็บได้ง่ายและจะติดกับโครงสร้าง ที่อื่นๆ ได้ มีลักษณะ เป็นได้ทั้งไม้ไผ่และโลหะ มีลักษณะเหมือนกล่องหรือน้ำเต้า เกิดเสียงสะท้อนเมื่อลิ้นสัมผัสกับโลหะ เป็นเครื่องดนตรีที่กำเนิดขึ้นในแถบ แอฟริกา
Scrapers จะเกิดเสียงโดยการใช้ไม้ถู หรือ สี กับร่อง สิ่งนี้สามารถทำโดย เอามือข้างหนึ่งจับ Guiro แล้วให้ใช้ไม้ถูกับ Guiro ก็จะเกิดเสียงออกมา
แซกโซโพน (Saxophone) เครื่องดนตรีในตระกูลแซกโซโพนสร้างขึ้นโดยอดอล์ฟ แซก (Adolph Sax) แห่งเมืองบรัสเซล (Brussels) ประเทศเบลเยี่ยม เมื่อปี ค.ศ.1840 เครื่องดนตรี ในตระกูลแซกโซโพน ทั้งหมด ใช้กำพวดที่มีลิ้นเดี่ยว เหมือนอย่างปี่คราริเน็ท แต่ลำตัวจะทรงกรวยเหมือนโอโบ ลำตัวทำด้วย โลหะ เหมือนเครื่องทองเหลือง ปากลำโพง โค้งงอย้อยขึ้นมา แซกโซโพนขนาดเล็กให้เสียงสูง ขนาดใหญ่ ให้เสียงต่ำ เสียงของแซกโซโพนเป็นลักษณะผสมผสานมีทั้งความพริ้วไหว ความกลมกล่อม และความเข้มแข็งปะปนกัน แซกโซโพนมีหลายระดับเสียง ดังนี้
1.โซปราโน แซกโซโพน (ระดับเสียงบีแฟลต)     
2.อัลโต แซกโซโพน (ระดับเสียงอีแฟลต)
3.เทนเนอร์ แซกโซโพน (ระดับเสียงบีแฟลต)      
4.บาริโทน แซกโซโพน (ระดับเสียงบีแฟลต)
  นอกจากนั้นยังมีแซกโซโพนในระดับเสียงเอฟ และระดับเสียงซี แต่ไม่ค่อยกล่าวถึงเพราะว่านำมาใช้ น้อยมาก
เรื่องเครื่องดนตรีสากล