หน้าหลัก บทที่ 1 บทที่ 2 บทที่ 3 บทที่ 4 บทที่ 5 บทที่ 6 บทที่ 7 บทที่ 8 แบบทดสอบ
ONLINE
A
RT
ศิลปะ ม.4
ศ 31101
ทัศนธาตุหมายถึงอะไร

ทัศนธาตุ (Visual Elements) ในทางทัศนศิลป์หมายถึง  ส่วนประกอบของศิลปะที่มองเห็นได้  ประกอบไปด้วย   จุด    เส้น  รูปร่าง  รูปทรง   น้ำหนักอ่อน-แก่    สี   บริเวณว่าง  และ  พื้นผิว
               ทัศนธาตุ  หรือ องค์ประกอบศิลป์ หมายถึง ส่วนประกอบต่างๆที่สำคัญ ในงานศิลปะหรือทัศนศิลป์ได้แก่ จุด  เส้น สี พื้นผิว  แสงเงา เป็นต้น ซึ่งเราสามารถนำส่วนประกอบแต่ละอย่างมาสร้างเป็นงานศิลปะได้ในหลายรูปแบบซึ่งก็จะให้ความรู้สึกในการมองที่แตกต่างกันไป สิ่งที่ควรคำนึงก็คือส่วนประกอบในงานศิลปะหรือทัศนศิลป์ทุกๆอย่างนับตั้งแต่  เส้น   รูปร่าง รูปทรง สี  จุด พื้นผิว หรือแสงเงามักมีปรากฏอยู่ในความงามอันละเอียดอ่อนของธรรมชาติทั้งสิ้น ฉะนั้นการรู้จักสังเกตธรรมชาติที่อยู่รอบๆตัวและการรู้จักเลือกสรรส่วนประกอบจากธรรมชาติมาจัดองค์ประกอบทางศิลปะนั้น  จึงเป็นวิธีการที่ง่ายและดีที่สุดในการสร้างสรรค์งานศิลปะ
  ทัศนธาตุประกอบด้วย

   1.จุด Point
         จุด  หมายถึงรอยกด  จุด  แต้ม  มีลักษณะกลม  มีขนาดที่แตกต่างกัน  จุดจัดว่าเป็นส่วนประกอบที่เล็กที่สุด เป็นพื้นฐานเบื้องต้นและสำคัญยิ่งในการออกแบบทุกชนิด จุดเมื่อเรียงต่อกันในตำแหน่งทีเหมาะสมแล้วซ้ำๆกัน ทำให้เห็นเป็นเส้น รูปร่าง รูปทรง ลักษณะผิวและการออกแบบได้
ลักษณะของจุด  แบ่งได้  2  ประเภท  คือ
    1. จุดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  ได้แก่  จุดในลายของพืช  เช่น  ลำต้น  ใบ  ดอก  ผล  จุดในลายของสัตว์  เช่น  แมว  สุนัข  กวาง  เสือ  ฯลฯ
    2. จุดที่มนุษย์สร้างขึ้น  ได้แก่  การกด  จุด  แต้ม  จิ้มด้วยวัสดุ  อุปกรณ์ต่าง ๆ  เช่น  ดินสอ  ปากกา  พู่กัน  วัสดุปลายแหลม  หรือ  เครื่องมืออื่น

  2.เส้น  ( Line)
           เส้น  หมายถึง  จุดหลาย ๆ  จุดเรียงติดต่อกัน  และเคลื่อนไหว  ในบริเวณว่างบนแผ่นระนาบตามทิศทางที่ผู้ลากเส้นต้องการเส้นอาจเกิดจากการลาก  ขูดขีด  เขียน  ด้วยดินสอ  ปากกา  พู่กัน  แปรง
เมื่อนำเส้นมาประกอบกันก็จะเกิดเป็น  รูปร่าง  รูปทรง  บอกความเคลื่อนไหว  และทิศทางได้  เส้นแบ่งออกเป็นหลายชนิดให้ความรู้สึกทางอารมณ์  ดังต่อไปนี้










เส้นตรง  [Straight Line]  ให้ความรู้สึกแข็งแรง  แน่นอน  ถูกต้อง  รุนแรง    เด็ดเดี่ยว
เส้นฉาก  [Vertical Line] หรือเรียกว่าเส้นแนวดิ่งให้ความรู้สึกมั่นคงแข็งแรง  สง่างาม
เส้นแนวนอน  [Horizontol Line]  หรือเส้นระดับ  ให้ความรู้สึกสงบ  ราบเรียบ  กว้าง
เส้นเฉียง [Diagonal Line] หรือเส้นทะแยงให้ความรู้สึกไม่มั่นคง  ไม่แน่นอนเคลื่อนไหว
เส้นซิกแซก [Zigzag Line] หรือเส้นหยัก ให้ความรู้สึกสับสนไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เส้นโค้ง  [Curved Line]  หรือเส้นวงกลม  ให้ความรู้สึกอ่อนโยน  นิ่มนวล  ละมุนละไม

3. รูปร่าง  รูปทรง  (SHAPE & FORM)
รูปร่าง  (SHAPE)  หมายถึง  คุณลักษณะเกิดจาก  เส้นรอบนอกบนแผ่นระนาบ  มีลักษณะ  2  มิติ
รูปร่างแบ่งออกเป็น  3  ประเภท  คือ
1.   รูปร่างตามธรรมชาติ  (NATURAL SHAPE)  คือ  รูปร่างที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่เรามองเห็นมีลักษณะ  2  มิติ  เช่น  ใบไม้  ปีกผีเสื้อ  เป็นต้น

   2.   รูปร่างเลขาคณิต  [GEOMETRICAL SHAPE]  คือ  รูปร่างที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นลักษณะ  2  มิติ  เช่น  รูปสี่เหลี่ยม  สามเหลี่ยม  วงกลม  เป็นต้น

   3.   รูปร่างอิสระ  [FREE SHAPE]  คือ  รูปร่างจากธรรมชาติหรือจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์โดยดัดแปลง  ตัดทอน  ลักษณะไม่เหมือนจริง  ให้เกิดความแปลกใหม่ขึ้น












        3.รูปทรง  (FORM)
       รูปทรง  (FORM)  หมายถึง  คุณลักษณะที่เกิดจากเส้นรอบนอก  [out line]  ของวัตถุที่เรามองเห็นเป็น  3  มิติ  มีความกว้าง  ยาว  และหนา(ลึก)  รูปทรงมี  3  ลักษณะ
     1.   รูปทรงตามธรรมชาติ  เกิดขึ้นมาเอง  เช่น  ต้นไม้  คน  สัตว์
     2.   รูปทรงเลขาคณิต  มนุษย์เป็นคนสร้างขึ้นมา  เช่น  รูปทรงกลม  รูปทรงสี่เหลี่ยม
     3.   รูปทรงอิสระ  เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ  หรือมนุษย์สร้างขึ้นมาโดยดัดแปลง  ตัดทอน  เพิ่มเติม  ทำให้เกิดเหมือนจริงและไม่เหมือนจริง  โดยสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาใหม่













4. ลักษณะพื้นผิว  Texture
ผิว  หมายถึง  ลักษณะส่วนนอกของวัตถุ  ที่รับรู้ด้วยการสัมผัสด้วยตา  และทางร่างกาย  อาจแยกผิวได้  2  ลักษณะ  คือ
       1.   ลักษณะผิวที่มองเห็น  (Visual Texture)  เป็นลักษณะผิวที่มองเห็นได้โดยเน้นด้านการมองเห็น  เช่น  ลักษณะผิวเรียบ  ผิวละเอียด  ผิวหยาบ  ผิวขรุขระ  ลักษณะผิวเหล่านี้เป็นผิวที่ได้จากกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะ  แม้เราเอามือสัมผัสก็ไม่มีความรู้สึกตอบสนองแต่อย่างใด  เป็นผิวระนาบ  ราบเรียบธรรมดาเท่านั้น
       2.   ลักษณะผิวสัมผัส  (Tactile Texture)  คือลักษณะผิวที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสภายนอกที่รู้ว่าผิวเรียน  ผิวละเอียด  ผิวหยาบ  ฯลฯ












5. สี  (Colour)
สีในความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  หมายถึงลักษณะของแสงที่ปรากฏแก่สายตาเราให้เห็นเป็นขาว  ดำ  แดง  เขียว  ฯลฯ  ส่วนนักวิชาการทางทฤษฎีสีให้คำจำกัดความไว้ว่า  สีคือ  คลื่นหรือความเข้มของแสงที่มากระทบตาเรา  ทำให้เรามองเห็นสีได้
สีช่วยให้งานออกแบบมีคุณค่า  ทำให้เกิดความกลมกลืนตัดกัน  เกิดแสง-เงา  ความคาบเกี่ยว  รูปทรง  บริเวณว่าง  การซ้ำซ้อน  โปร่งใส  ให้ความรู้สึกใกล้-ไกล  เคลื่อนไหว  สีให้ความรู้สึกทางอารมณ์และความงามได้ดีที่สุด

แม่สี  (Primary of colour)
ราว  5,000  ปีมาแล้วการสร้างสรรค์งานศิลปะจะเกิดขึ้นจากความศรัทธาความเชื่อ  จึงทำให้การใช้สีเป็นไปตามจินตนาการด้วยความบันดาลใจตามธรรมชาติ  งานศิลปะจึงเป็นแบบสัญลักษณ์  (Symbolic)  ศิลปะอียิปต์และจิตรกรรมไทยสมัยสากล
          ต้นศตวรรษที่  19  ดร.โทมัส  ยัง  (Thomus young)  ได้พบว่าในแสงสว่างนั้นประกอบด้วยแม่สี  (Primary)  3  สี  ได้แก่  สีแดง  สีเขียว  สีน้ำเงินม่วง  เมื่อเอา  3  สีมาผสมกันตามสภาพของแสงสว่างที่เป็นสีแล้วจะเกิดอีก  3  สีคือ
- สีชมพู  ได้จากแสงสีแดง  ทับกับแสงสีน้ำเงินม่วง
- สีเหลือง  ได้จากแสงสีแดงทับกับแสงสีเขียว
- สีน้ำเงิน  ได้จากแสงสีเขียวทับกับแสงสีน้ำเงินม่วง
   แต่เมื่อเอาสีที่ได้ใหม่  3  สีผสมทับกันก็กลายเป็นสีขาว
         ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา  (Renaissance)  ได้มีการจัดระบบของสีเป็นระยะแรกเริ่ม  ศิลปินได้แสดงลักษณะประจำตัวออกมาอย่างเด่นชัด  เช่น  ผลงานของ  ลีโอนาโด  ดาวินซี  (Leonardo deviancy),  ราฟาเอล  (Raphael),  ไมเคิล  แองจิโร  (Michael Angelo)  เป็นการใช้สีตามความรู้สึกส่วนตัวของศิลปินแต่ละคน  เลิกการใช้สีแบบสัญลักษณ์อย่างสมัยโบราณ  แสดงว่าระบบของสีเริ่มจากการแสดงความรู้สึกส่วนตัวก่อน
             การศึกษาเรื่องสีจากฝ่ายต่าง ๆ  เมื่อรวบรวมเปรียบเทียบกันแล้วปรากฏว่าระบบของแม่สีตามทฤษฎีสีสากลดังนี้

แม่สีช่างเขียน  (Artist colour)  คือ  สีที่เกิดจากทดลองของนักเคมี  ที่นำเอาวัตถุธาตุมาสกัดเอาเนื้อสี  ทำเป็นแม่สีขึ้นเพื่อนำไปใช้ในงานวาดภาพระบายสี  เรียกว่า  แม่สีช่างเขียน
       1.  แม่สีช่างเขียนหรือสีขั้นที่  1  (Primary Colour)  มี  3  สี  คือ
          1.   สีเหลือง  Yellow  (Gamboge tint)
          2.   สีแดง  Red  (Crimson lake)
          3.   สีน้ำเงิน  Blue  (Prussian blue)











       2.  สีขั้นที่  2  (Secondary Colour)  คือ  สีที่ได้จากการผสมสีกันของสี       ขั้นที่  1  มี  3  สีคือ
         1.   สีเขียว  (Green)  เกิดจากสีเหลืองผสมกับสีน้ำเงิน
         2.   สีส้ม  (orange)  เกิดจากสีแดงผสมกับสีเหลือง
         3.   สีม่วง  (Violet)  เกิดจากสีแดงผสมกับสีน้ำเงิน

         3. สีขั้นที่ 3  (Tortlary Colour)  คือ  การนำสีขั้นที่  1  และขั้นที่  2  มาผสมกันทีละคู่จะได้สีเพิ่มอีก  6  สี  คือ
            1.   สีเหลืองส้ม  (Yellow-Orange)  เกิดจากสีเหลืองผสมกับสีส้ม
            2.   สีแดงส้ม  (Red-Orange)  เกิดจากสีแดงผสมกับสีส้ม
            3.   สีม่วงแดง  (Red-Violed)  เกิดจากสีแดงผสมกับสีม่วง
            4.   สีม่วงน้ำเงิน  (Blue-Violed)  เกิดจากสีม่วงผสมกับสีน้ำเงิน
            5.   สีน้ำเงินเขียว  (Blue-Green)  เกิดจากสีเขียวผสมกับสีน้ำเงิน
            6.   สีเขียวเหลือง  (Green-Yellow)  เกิดจากสีเขียวผสมกับสีเหลือง
       แม่สีนักฟิสิกส์  (Physicist)  เป็นแม่สีทางแสงสว่าง  (Spectrum)  มีความ
เห็นว่าสีนั้นย่อมมีคลื่นแสงที่สามารถจับความถี่ของคลื่นได้ชัดเจนจึงกำหนดเป็นแม่สีไว้  3  สีคือ
             -   สีแดง   (Vermilion, แดงชาด)
             -   สีเขียว   (Emerald green, เขียวมรกต)
             -   สีน้ำเงินม่วง   (Indigo, ม่วงคราม)
        แม่สีนักจิตวิทยา  (Psychologist)  เป็นแม่สีที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์และจิตใจเมื่อมองเห็นแล้วเกิดความรู้สึกต่างๆกันออกไป  ในวงการแพทย์ได้นำอิทธิพลของสีไปใช้ในการบำบัดรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลและสถานพักฟื้น  กระทั่งสถานประกอบการต่าง ๆ  ซึ่งกำหนดไว้  4  สีคือ
   -     สีแดง  (Red)
   -     สีเหลือง  (Yellow)
   -     สีเขียว  (Green)
   -     สีม่วงคราม  (Indigo)

         แม่สีนักเคมี  (Chemist)  เป็นแม่สีวัตถุธาตุมีคุณสมบัติในตัว  เป็นคุณลักษณะพิเศษซึ่งไม่มีสีใดผสมให้เป็นสีเหล่านั้นได้  เรียกว่าสีแท้  (Hue)  กำหนดแม่สีไว้  3  สีคือ 
          -   สีแดง  (Crimson Lake  แดงแท้  แม่สีวัตถุธาตุ)
          -   สีเหลือง  (Gramboge Yellow  เหลืองแท้มีวัตถุธาตุ)
          -   สีน้ำเงิน  (Prussian  น้ำเงินแท้แม่สีวัตถุธาตุ)
         แม่สีนักศิลปะ  (Artis)  เป็นแม่สีวัตถุธาตุระบบเดียวกับแม่สีนักเคมีซึ่งเห็นว่า  นอกจากสีของแสงสว่างแล้วยังมีแม่สีเป็นวัตถุธาตุ  จากธรรมชาตินั้น ๆ  เกิดสีในตัวเองเมื่อเอาสีวัตถุธาตุ  (Pigmentary)  เหล่านี้มาผสมกันและกันก็จะเกิดสีอื่น ๆ  ได้อีกมากมายซึ่งกำหนดไว้  3  สี  ได้แก่  สีเดียวกันของนักเคมีซึ่งจัดว่าแม่สีนักเคมีเป็นระบบเดียวกัน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วงสีธรรมชาติ














ระหว่างปลายศตวรรษที่  18  ต่อต้นศตวรรษที่  19  ได้เกิดทฤษฎีสีของแปรงขึ้นเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  ระบบสีของแปรง  (Prang Theory system)  โดยนักเคมีชาวเยอรมัน  ชื่อ แปรง ลงความเห็นว่าแม่สีวัตถุธาตุทั้ง 3  สี  คือ  สีแดง  สีเหลือง  สีน้ำเงิน  เป็นแม่สีหลักที่ทำให้เกิดสีต่าง ๆ  ขึ้นมาจำนวนมาก  สีแม่สีวัตถุธาตุจึงนับว่าสีขั้นที่  1  หรือสีขั้นบรรทัดฐานที่นำไปสู่วงจรสีธรรมชาติ  หรือวงจรสี  หรือวงล้อสี  ตามแต่ใครจะเรียก
       สีขั้นที่  1  Primary  หรือสีวัตถุธาตุได้แก่
            -  สีแดง  (Red)  -  สีเหลือง  (Yellow)  -  สีน้ำเงิน  (Blue)
       สีขั้นที่  2  Secondary  คือเอาสีขั้นที่  1  ผสมกันในเปอร์เซ็นต์ที่เท่ากันครบทุกสีได้สี
-  สีส้ม  (Orange)  -  สีเขียว  (Green)  -  สีม่วง  (Violet)
       สีขั้นที่  3  Tertiary  คือเอาสีขั้นที่  1  กับขั้นที่  2  ผสมกันครบทุกสีเท่า ๆ  กันได้สี
-  สีเขียวเหลือง  (Yellow Green)              -  สีเขียวน้ำเงิน  (Blue Green)
-  สีม่วงน้ำเงิน  (Blue Violet)-  สีม่วงแดง  (Red Violet)
-  สีส้มแดง  (Red Orange)-  สีส้มเหลือง  (Yellow Orange)
อักษรสัญลักษณ์ของสีขั้นที่  1  ขั้นที่  2  ขั้นที่  3  ใช้ความหมายได้ดังนี้
                 สีขั้นที่  1  อักษรสัญลักษณ์คือ  R  มี  3  สี  (P + P =S)
                 สีขั้นที่  2  อักษรสัญลักษณ์คือ  S  มี  3  สี  (P + S = T)
                 สีขั้นที่  3  อักษรสัญลักษณ์คือ  T  มี  6  สี
ต่อไปเมื่อเราเอาสีขั้นที่  1  ทั้ง  3  สี  กับสีขั้นที่  2  อีก  3  สี  และขั้นที่  3        อีก  6  สี  มาจัดลำดับวางตำแหน่งของกลุ่มสีลงในวงกลมจะได้  12  สีหรือ  12  ตำแหน่ง  ในวงกลมนั้นเราเรียกว่า  วงล้อสี  หมายถึง  วงสีธรรมชาติโดยลำดับดังนี้
ลำดับสีในวงสีธรรมชาติ  (Colour Wheel)
          1.   สีเหลือง  Gamboge Yellow  (เหลืองวัตถุธาตุ) P
          2.   สีเขียวเหลือง  Yellow Green  (เขียวอ่อน)  T
          3.   สีเขียว  Green  (เขียวกลาง)  S
          4.   สีเขียวน้ำเงิน  Blue Green  (เขียวแก่)  T
          5.   สีน้ำเงิน  Prussian Blue  (น้ำเงินวัตถุธาตุ)  P
          6.   สีม่วงน้ำเงิน  Blue Violet  (ม่วงคราม)  T
          7.   สีม่วง  Violet  (ม่วงกลาง)  S
          8.   สีม่วงแดง  Red Violet  (ม่วงร้อน)  T
          9.   สีแดง  Red Crimson Lake  (แดงวัตถุธาตุ)  P
          10. สีส้มแดง  Red Orange  (ส้มแก่หรือแสด)  T
          11. สีส้ม  Orange  (ส้มกลาง)  S
          12.  สีส้มเหลือง  Yellow Orange  (ส้มอ่อน)  T

วรรณะของสี  (Tone colour)
ในวงสีธรรมชาติทั้ง  12  สี  แบ่งออกเป็น  2  พวก ๆ  ละ  6  สี  ซึ่งอยู่คนละซีกมีซีกซ้ายและซีกขวา  ซีกหนึ่งจัดเป็นวรรณะร้อนหรือวรรณะอุ่น  (Warm tone)  อีกซีกหนึ่งจัดเป็นวรรณะเย็น  (Cool tone)  สีพวกที่เป็นวรรณะเดียวกันคือสภาพสีส่วนรวมของสีจะดูไม่ขัดต่อสายตาเมื่อมองเห็นและเป็นสีที่อยู่ในซีกเดียวกันของวงสีธรรมชาติ
สีวรรณะร้อนหรือสีวรรณะอุ่น  เป็นสีจำพวกให้ความรู้สึกอุ่นหรือร้อน  ตื่นเต้น  รุนแรง  คึกคัก  ได้แก่สีที่มีสีแดงเป็นส่วนมากในวงล้อสี
สีวรรณะเย็น  เป็นสีจำพวกเยือกเย็น  สงบร่มรื่น  เงียบ  ได้แก่สีที่มีสีน้ำเงินเป็นส่วนมากในวงล้อสี
                           สีวรรณะร้อน                                                  สีวรรณะเย็น 
                               -  สีเหลือง                                                    -  สีม่วง
                               -  สีส้มเหลือง                                                -  สีม่วงน้ำเงิน
                               -  สีส้ม                                                         -  สีน้ำเงิน
                               -  สีส้มแดง                                                   -  สีน้ำเงินเขียว  (สีเขียวแก่)
                               -  สีแดง                                                       -  สีเขียว
                               -  สีม่วงแดง                                                  -  สีเขียวเหลือง  (เขียวอ่อน)
             ระหว่างสีวรรณะร้อนกับสีวรรณะเย็นที่แยกออกเป็นวรรณะละ  6  สี  ยังมีอีก  2  สีที่ยังจัดว่าเป็นทั้งวรรณะร้อนและวรรณะเย็น  คือ  สีม่วง  และ  สีเหลือง  สีคู่นี้อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกันเสมอ
              สีมีมากมายหลายสีแต่ละสีมีความหมายทำให้บังเกิดความรู้สึกจากการได้พบเห็นสีนั้น ๆ  แตกต่างกันและมีอิทธิพลโน้มน้าวจิตใจผู้ได้พบเห็นด้วย  เช่น
สีเหลืองให้ความรู้สึกสว่าง  สดใจ  บังเกิดความเลื่อมใส  ศรัทธา
สีแดงแสดงว่ามีความรู้สึกตื่นเต้น  เร้าใจ
สีน้ำเงินรู้สึกสงบเยือกเย็น  มั่นคง  มีความเชื่อมั่น  หนักแน่น
สีเขียวอ่อนรู้สึกสดชื่น  สบาย  ร่มรื่น
สีเขียวแก่รู้สึกชุ่มชื่น  อุดมสมบูรณ์  สงบ
สีม่วงรู้สึกทั้งอบอุ่นและเย็น  แสดงถึงความพิศวง  ซ่อนเร้น  ล้ำลึก
สีแดงขาดรู้สึกเร้าร้อน  ตื่นตัว
สีเทารู้สึกวังเวง  เงียบสงัด
สีฟ้าอ่อนรู้สึกราบรื่น  ร่มเย็น  เบิกบานใจ
สีชมพูรู้สึกสดชื่น  กระปรี้กระเปร่า  ร่าเริง
สีน้ำตาลแสดงถึงความรู้สึกอึดอัด  แน่นหนัก
สีขาวแสดงความสะอาด  บริสุทธิ์  สดใส
สีดำแสดงถึงความเข้มแข็ง  สง่า  หนักแน่น  ความห่างไกล  ความมืด

การใช้สีคู่ประกอบคือสีทุกคู่ที่จะนำมาใช้ด้วยวิธีให้มีเปอร์เซ็นต์ของสีเท่ากัน  ตำแหน่งของสีคู่ประกอบในวงสีธรรมชาติที่ตรงกันข้ามคือ
                     1.  สีแดง                         ตรงข้ามกับ                                สีเขียว
                     2.  สีเหลือง                      ตรงข้ามกับ                                สีม่วง
                     3.  สีน้ำเงิน                      ตรงข้ามกับ                                สีส้ม
                     4.  สีเขียวเหลือง               ตรงข้ามกับ                                สีม่วงแดง
                     5.  สีเขียวน้ำเงิน              ตรงข้ามกับสี                               ส้มแดง
                     6.  สีม่วงน้ำเงิน               ตรงข้ามกับ                                  สีส้มเหลือง
บทที่ 1 ทัศนธาตุ