ศิลปะ  (ART)
          ศิลปะ  เป็นผลงานที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น  เพื่อให้เกิดคุณค่าทางความงามและความพึงพอใจ  โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ประเภทของงานศิลปะ  มี  2  ประเภท  คือ
1.วิจิตรศิลป์  (Fine Art)
วิจิตรศิลป์  เป็นงานศิลปะที่สร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการทางความงาม 
ด้านอารมณ์  และด้านจิตใจ  แบ่งออกเป็น  7  แขนง  คือ
1.   จิตรกรรม  (Painting)  คือ  การเขียนภาพ  การระบายสี  กระบวนการพิมพ์
2.   ประติมากรรม  (Sculpture)  คือ  การปั้น  การแกะสลัก  การหล่อ
3.   สถาปัตยกรรม  (Architecture)  คือ  การออกแบบ  สิ่งก่อสร้าง  ที่อยู่อาศัย  เช่น  บ้านเรือน  อาคาร  สถานที่  ศาสนสถานต่าง ๆ 
4.  รรณกรรม  (Literature)  คือ  ศิลปะ  การประพันธ์ร้อยแก้ว  และร้อยกรอง
5.  ดนตรี และ นาฏศิลป์ และ การละคร  (Music & Drama)  คือ  ศิลป
การแสดง  รวมทั้งดนตรี  ฟ้อนรำ  และการละคร







ประเภทงานทัศนศิลป์
แยกประเภทได้ดังนี้
       1 จิตรกรรม (Painting)  หมายถึง การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์บนพื้นระนาบด้วยวิธีการลาก การระบายสีลงบนพื้นผิววัสดุที่มีความราบเรียบ เช่นกระดาษ ผ้าใบ แผ่นไม้ เป็นต้น เพื่อให้เกิดเรื่องราวและความงามตามความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการของผู้วาด จำแนกออกได้ 2 ลักษณะ ดังนี้
     ภาพวาด (drawing) เป็นศัพท์ทางทัศนศิลป์ที่ใช้เรียกภาพวาดเขียน ภาพวาดเส้น แบบเป็น 2 มิติ คือ มีความกว้างและความยาว โดยใช้วัสดุต่างๆ เช่น ดินสอดำ สีไม้ สีเทียน เป็นต้น
     ภาพเขียน ( painting) เป็นการสร้างงาน 2 มิติ บนพื้นระนาบด้วยสีหลายสี เช่น การเขียนภาพด้วยสีน้ำ สีดินสอ สีน้ำมัน เป็นต้น
       2 ประติมากรรม ( sculpture)  ประติมากรรม หมายถึง การสร้างงานทัศนศิลป์ที่เกิดจากกรปั้น การแกะสลัก การหล่อ การเชื่อม เป็นต้น โดยมีลักษณะ 3 มิติ คือ มีความกว้าง ความยาว และความหนา เช่นรูปคน รูปสัตว์ รูปสิ่งของ เป็นต้น ประติมากรรมจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้
      แบบนูนต่ำ ( bas-relief) เป็นการปั้นหรือสลักโดยให้เกิดภาพที่นูนขึ้นจากพื้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น รูปบนเหรียญต่างๆ (เหรียญบาท เหรียญพระห้อยคัว) เป็นต้น
       แบบนูนสูง ( high- relief) เป็นการปั้นหรือสลักให้รูปที่ต้องการนูนขึ้นจากพื้นหลังมากกว่าครึ่งเป็นรูปที่สามารถแสดงความตื้นลึกตามความเป็นจริง เช่น ประติมากรรมที่ฐานอนุสาวรีย์ เป็นต้น  
       แบบลอยตัว ( round- relief) เป็นการปั้นหรือสลักที่สามารถมองเห็นและสัมผัส ชื่นชมความงามของผลงานได้ทุกด้านหรือรอบด้าน เช่นพระพุทธรูป เป็นต้น
        3 สถาปัตยกรรม ( Archiecture)
สถาปัตยกรรม หมายถึง ศิลปะและวิทยาการแห่งการก่อสร้างที่นำมาทำเพื่อสนองวามต้องการในด้านวัตถุและจิตใจ มีลักษณะเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างอย่างงดงาม จำแนกออกได้ 2 ลักษณะ ดังนี้
แบบเปิด หมายถึง สถาปัตยกรรมที่มนุษย์สามารถเข้าไปใช้สอยได้ เช่น อาคารเรียน ที่พักอาศัย เป็นต้น   แบบปิด หมายถึง สถาปัตยกรรมที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปใช้สอยได้ เช่นสถูป เจดีย์ 

      3.4 ภาพพิมพ์ (Printing)  ภาพพิมพ์ หมายถึง ผลงานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยวิธีการพิมพ์ ด้วยการกดแม่พิมพ์ให้ติดเป็นภาพบนกระดาษ เช่นแม่พิมพ์ไม้ แม่พิมพ์โลหะ เป็นต้น ภาพพิมพ์สามารถจำแนกออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
    1.พิมพ์ผิวนูน ( Relief process) เป็นกระบวนการพิมพ์ให้เกิดส่วนลึกและนูนหรือมีความแตกต่างทางผิวพื้นของแม่พิมพ์ด้วยการแกะ หล่อ กัดด้วยกรด หรือวิธีอื่นๆ เช่น ภาพพิมพ์แกะไม้ ภาพพิมพ์โลหะ เป็นต้น
    2.พิมพ์ร่องลึก ( intaglio process) เป็นการพิมพ์ที่ตรงกันข้ามกับกระบวนการพิมพ์ผิวนูน ได้แก่ เอทชิง เป็นต้น
    3.พิมพ์พื้นราบ (planographic process) กลวิธีนี้รู้จักในนามของภาพพิมพ์หิน
    4.พิมพ์ฉากพิมพ์ (serigraphic process) การพิมพ์แบบนี้ที่รู้จักกันดีคือการพิมพ์ตัดกระดาษ เป็นต้น

2222222222222222222222222222222222222222222222222222222222222222222222222222222222222
2.ประยุกต์ศิลป์  (Applied Art)
ประยุกต์ศิลป์เป็นการนำความรู้ทางศิลปะมาปรับใช้  เพื่อสนองความต้องการทางประโยชน์ใช้สอย  ซึ่งเป็นที่มาของการออกแบบ  เพราะเป็นศิลปะที่จะต้องใช้หลักการออกแบบให้เกิดคุณค่าทางประโยชน์ใช้สอยและความงามควบคู่กัน  ประยุกต์ศิลป์  แบ่งออกเป็นแขนงใหญ่ ๆ  ได้  3  แขนง  คือ
1.การออกแบบผลิตภัณฑ์  (Product Design)ได้แก่  การออกแบบสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน  เช่น  ถ้วยชาม  แจกัน  เครื่องสุขภัณฑ์  เฟอร์นิเจอร์  เครื่องแต่งกาย  เครื่องประดับเครื่องเล่น  เป็นต้น
2.การออกแบบตกแต่ง  (Decrative Design) 
ได้แก่  การออกแบบตกแต่งภายในอาคาร  เช่น  ห้องนอน  ห้องรับแขก  ห้องน้ำ  ห้องอาหาร  และการออกแบบภายนอกอาคาร  เช่น  การจัดสวน  การจัดบริเวณ  การจัดนิทรรศการ  การจัดตู้โชว์  (Window Display)  เป็นต้น
3.การออกแบบสื่อสาร  (Communication Design)
ได้แก่  การออกแบบนิเทศศิลป์  รวมทั้งการออกแบบพานิชยศิลป์  (Communication Design)  ด้วยซึ่งได้แก่  งานประชาสัมพันธ์  งานโฆษณา  เช่น  การออกแบบสิ่งพิมพ์  โปสเตอร์  แผนภูมิ  รูปเล่ม  หนังสือ  ภาพปก  ภาพประกอบเรื่อง  การ์ตูน  ตัวอักษร  เครื่องหมายการค้า  สัญลักษณ์  และงานกราฟฟิค
การเขียนภาพ
ความหมายและขอบข่ายของการเขียนภาพ
การเขียนหรืองานจิตรกรรม  (Painting)  หมายถึง  การแสดงออกเพื่อถ่ายทอดความงาม  อารมณ์  ความรู้สึกและความคิดสร้างสรรค์  ลงบนพื้นระนาบรองรับที่เป็น  2  มิติ  เช่น  กระดาษ  ผ้าใบ  ไม้อัด  เป็นต้น
การเขียนภาพมี  2  ลักษณะ  คือ
    1)  การวาดเส้น  (Drawing)  หมายถึง  การใช้วัสดุสำเร็จรูปที่มีปลายค่อนข้างแหลม  เช่น  ดินสอดำ  เกรยอง  ปากกา  เป็นต้น  สร้างสรรค์ให้เกิดลายเส้นหรือภาพแรเงา  โดยเน้นความงามของเส้นและแสงเงาเป็นสำคัญ
    2)  การระบายสี  (Painting)  หมายถึง  การใช้สีชนิดต่าง ๆ  ระบายลงบนระนาบรองรับด้วยวัสดุที่เป็นตัวกลางในการถ่ายทอด  เช่น  พู่กัน  แปรง  เกรียง  เป็นต้น  สร้างสรรค์ให้เกิดเป็นภาพระบายสี  โดยเน้นความงาม  ความกลมกลืนของสีสันและแสงเงาเป็นสำคัญ
ลักษณะของการสร้างสรรค์
การเขียนภาพมีลักษณะของการสร้างสรรค์หรือการแสดงออก  3  ลักษณะ  ดังนี้
1.   การเขียนภาพแบบเหมือนจริง  (Realism)  หมายถึง  การเขียนภาพตามที่ตามองเห็นให้เหมือนแบบเหมือนของจริง  หรือเหมือนธรรมชาติ  ทั้งรูปทรง  สีสันและแสงเงา  เช่น  การเขียนภาพของจริงของภาพหุ่นนิ่ง  ภาพทิวทัศน์  ภาพคนเหมือน  เป็นต้น
2.   การเขียนภาพแบบตัดทอน  (Distorting)  หมายถึง  การเขียนภาพบิดเบือนจากของจริง  เพื่อตัดทอนรูปทรง  สี  แสงเงา  ให้เหลือเฉพาะส่วนสำคัญบางส่วน  เพื่อให้เกิดความงามและสามารถสื่อความเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วการเขียนภาพแบบตัดทอนนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการออกแบบทุกชนิด
3.   การเขียนภาพตามความรู้สึก  (Abstraction)  หมายถึง  การเขียนภาพที่ไม่มีรูปร่างรูปทรงที่เหมือนจริง  และไม่แสดงเรื่องราวหากแต่ต้องการแสดงความรู้สึกให้ปรากฏในผลงานแทนรูปร่างรูปทรง  เช่น  ความนุ่มนวล  ความสัมพันธ์กลมกลืน  ความขัดแย้ง  ความสนุกสนาน  ความตื่นเต้น  ความน่ากลัว  ฯลฯ
บทที่ 4 หน้าหลัก บทที่ 1 บทที่ 2 บทที่ 3 บทที่ 5 บทที่ 6 บทที่ 7 บทที่ 8 แบบทดสอบ
A
RT
ONLINE
ศิลปะ ม.4
ศ 31101
                                                                

          ศิลปะ  เป็นผลงานที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น  เพื่อให้เกิดคุณค่าทางความงามและความพึงพอใจ  โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ประเภทของงานศิลปะ  มี  2  ประเภท  คือ
1.วิจิตรศิลป์  (Fine Art)วิจิตรศิลป์  เป็นงานศิลปะที่สร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการทางความงาม 
ด้านอารมณ์  และด้านจิตใจ  แบ่งออกเป็น  7  แขนง  คือ
1.   จิตรกรรม  (Painting)  คือ  การเขียนภาพ  การระบายสี  กระบวนการพิมพ์
2.   ประติมากรรม  (Sculpture)  คือ  การปั้น  การแกะสลัก  การหล่อ
3.   สถาปัตยกรรม  (Architecture)  คือ  การออกแบบ  สิ่งก่อสร้าง  ที่อยู่อาศัย  เช่น  บ้านเรือน  อาคาร  สถานที่  ศาสนสถานต่าง ๆ 
4.  รรณกรรม  (Literature)  คือ  ศิลปะ  การประพันธ์ร้อยแก้ว  และร้อยกรอง
5.  ดนตรี และ นาฏศิลป์ และ การละคร  (Music & Drama)  คือ  ศิลป
การแสดง  รวมทั้งดนตรี  ฟ้อนรำ  และการละคร

















ประเภทงานทัศนศิลป์ แยกประเภทได้ดังนี้

1 จิตรกรรม [ Painting]  หมายถึง การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์บนพื้นระนาบด้วยวิธีการลาก การระบายสีลงบนพื้นผิววัสดุที่มีความราบเรียบ เช่นกระดาษ ผ้าใบ แผ่นไม้ เป็นต้น เพื่อให้เกิดเรื่องราวและความงามตามความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการของผู้วาด จำแนกออกได้ 2 ลักษณะ ดังนี้
     ภาพวาด (drawing) เป็นศัพท์ทางทัศนศิลป์ที่ใช้เรียกภาพวาดเขียน ภาพวาดเส้น แบบเป็น 2 มิติ คือ มีความกว้างและความยาว โดยใช้วัสดุต่างๆ เช่น ดินสอดำ สีไม้ สีเทียน เป็นต้น
     ภาพเขียน ( painting) เป็นการสร้างงาน 2 มิติ บนพื้นระนาบด้วยสีหลายสี เช่น การเขียนภาพด้วยสีน้ำ สีดินสอ สีน้ำมัน เป็นต้น
     
2 ประติมากรรม [ sculpture]  ประติมากรรม หมายถึง การสร้างงานทัศนศิลป์ที่เกิดจากกรปั้น การแกะสลัก การหล่อ การเชื่อม เป็นต้น โดยมีลักษณะ 3 มิติ คือ มีความกว้าง ความยาว และความหนา เช่นรูปคน รูปสัตว์ รูปสิ่งของ เป็นต้น ประติมากรรมจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้
      แบบนูนต่ำ ( bas-relief) เป็นการปั้นหรือสลักโดยให้เกิดภาพที่นูนขึ้นจากพื้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น รูปบนเหรียญต่างๆ (เหรียญบาท เหรียญพระห้อยคัว) เป็นต้น
       แบบนูนสูง ( high- relief) เป็นการปั้นหรือสลักให้รูปที่ต้องการนูนขึ้นจากพื้นหลังมากกว่าครึ่งเป็นรูปที่สามารถแสดงความตื้นลึกตามความเป็นจริง เช่น ประติมากรรมที่ฐานอนุสาวรีย์ เป็นต้น  
       แบบลอยตัว ( round- relief) เป็นการปั้นหรือสลักที่สามารถมองเห็นและสัมผัส ชื่นชมความงามของผลงานได้ทุกด้านหรือรอบด้าน เช่นพระพุทธรูป เป็นต้น














3 สถาปัตยกรรม [ Archiecture ]
สถาปัตยกรรม หมายถึง ศิลปะและวิทยาการแห่งการก่อสร้างที่นำมาทำเพื่อสนองวามต้องการในด้านวัตถุและจิตใจ มีลักษณะเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างอย่างงดงาม จำแนกออกได้ 2 ลักษณะ ดังนี้
แบบเปิด หมายถึง สถาปัตยกรรมที่มนุษย์สามารถเข้าไปใช้สอยได้ เช่น อาคารเรียน ที่พักอาศัย เป็นต้น   แบบปิด หมายถึง สถาปัตยกรรมที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปใช้สอยได้ เช่นสถูป เจดีย์ 

4. รรณกรรม  [Literature]  คือ  ศิลปะ  การประพันธ์ร้อยแก้ว  และร้อยกรอง

5. ดนตรี และ นาฏศิลป์ และ การละคร  [Music & Drama]  คือ  ศิลปะการแสดง  รวมทั้งดนตรี  ฟ้อนรำ  และการละคร



2.ประยุกต์ศิลป์  (Applied Art) ประยุกต์ศิลป์เป็นการนำความรู้ทางศิลปะมาปรับใช้  เพื่อสนองความต้องการทางประโยชน์ใช้สอย  ซึ่งเป็นที่มาของการออกแบบ  เพราะเป็นศิลปะที่จะต้องใช้หลักการออกแบบให้เกิดคุณค่าทางประโยชน์ใช้สอยและความงามควบคู่กัน  ประยุกต์ศิลป์  แบ่งออกเป็นแขนงใหญ่ ๆ  ได้  3  แขนง  คือ
1.การออกแบบผลิตภัณฑ์  (Product Design)ได้แก่  การออกแบบสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน  เช่น  ถ้วยชาม  แจกัน  เครื่องสุขภัณฑ์  เฟอร์นิเจอร์  เครื่องแต่งกาย  เครื่องประดับเครื่องเล่น  เป็นต้น
2.การออกแบบตกแต่ง  (Decrative Design) 
ได้แก่  การออกแบบตกแต่งภายในอาคาร  เช่น  ห้องนอน  ห้องรับแขก  ห้องน้ำ  ห้องอาหาร  และการออกแบบภายนอกอาคาร  เช่น  การจัดสวน  การจัดบริเวณ  การจัดนิทรรศการ  การจัดตู้โชว์  (Window Display)  เป็นต้น
3.การออกแบบสื่อสาร  (Communication Design)
ได้แก่  การออกแบบนิเทศศิลป์  รวมทั้งการออกแบบพานิชยศิลป์  (Communication Design)  ด้วยซึ่งได้แก่  งานประชาสัมพันธ์  งานโฆษณา  เช่น  การออกแบบสิ่งพิมพ์  โปสเตอร์  แผนภูมิ  รูปเล่ม  หนังสือ  ภาพปก  ภาพประกอบเรื่อง  การ์ตูน  ตัวอักษร  เครื่องหมายการค้า  สัญลักษณ์  และงานกราฟฟิค



















การเขียนภาพ
ความหมายและขอบข่ายของการเขียนภาพ
การเขียนหรืองานจิตรกรรม  (Painting)  หมายถึง  การแสดงออกเพื่อถ่ายทอดความงาม  อารมณ์  ความรู้สึกและความคิดสร้างสรรค์  ลงบนพื้นระนาบรองรับที่เป็น  2  มิติ  เช่น  กระดาษ  ผ้าใบ  ไม้อัด  เป็นต้น
การเขียนภาพมี  2  ลักษณะ  คือ
    1)  การวาดเส้น  (Drawing)  หมายถึง  การใช้วัสดุสำเร็จรูปที่มีปลายค่อนข้างแหลม  เช่น  ดินสอดำ  เกรยอง  ปากกา  เป็นต้น  สร้างสรรค์ให้เกิดลายเส้นหรือภาพแรเงา  โดยเน้นความงามของเส้นและแสงเงาเป็นสำคัญ
    2)  การระบายสี  (Painting)  หมายถึง  การใช้สีชนิดต่าง ๆ  ระบายลงบนระนาบรองรับด้วยวัสดุที่เป็นตัวกลางในการถ่ายทอด  เช่น  พู่กัน  แปรง  เกรียง  เป็นต้น  สร้างสรรค์ให้เกิดเป็นภาพระบายสี  โดยเน้นความงาม  ความกลมกลืนของสีสันและแสงเงาเป็นสำคัญ
ลักษณะของการสร้างสรรค์
การเขียนภาพมีลักษณะของการสร้างสรรค์หรือการแสดงออก  3  ลักษณะ  ดังนี้
1.   การเขียนภาพแบบเหมือนจริง  (Realism)  หมายถึง  การเขียนภาพตามที่ตามองเห็นให้เหมือนแบบเหมือนของจริง  หรือเหมือนธรรมชาติ  ทั้งรูปทรง  สีสันและแสงเงา  เช่น  การเขียนภาพของจริงของภาพหุ่นนิ่ง  ภาพทิวทัศน์  ภาพคนเหมือน  เป็นต้น
2.   การเขียนภาพแบบตัดทอน  (Distorting)  หมายถึง  การเขียนภาพบิดเบือนจากของจริง  เพื่อตัดทอนรูปทรง  สี  แสงเงา  ให้เหลือเฉพาะส่วนสำคัญบางส่วน  เพื่อให้เกิดความงามและสามารถสื่อความเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วการเขียนภาพแบบตัดทอนนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการออกแบบทุกชนิด
3.   การเขียนภาพตามความรู้สึก  (Abstraction)  หมายถึง  การเขียนภาพที่ไม่มีรูปร่างรูปทรงที่เหมือนจริง  และไม่แสดงเรื่องราวหากแต่ต้องการแสดงความรู้สึกให้ปรากฏในผลงานแทนรูปร่างรูปทรง  เช่น  ความนุ่มนวล  ความสัมพันธ์กลมกลืน  ความขัดแย้ง  ความสนุกสนาน  ความตื่นเต้น  ความน่ากลัว  ฯลฯ
บทที่ 3 ศัพท์ทางทัศนศิลป์