หน้าหลัก บทที่ 1 บทที่ 2 บทที่ 3 บทที่ 4 บทที่ 5 บทที่ 6 บทที่ 7 บทที่ 8 แบบทดสอบ
ONLINE
A
RT
ศิลปะ ม.4
ศ 31101
สีน้ำ (WATER COLUOR)
              เป็นสีชนิดหนึ่งมีลักษณะโปร่งใสไม่ทึบเหมือนกับสีโปสเตอร์หรือสีน้ำมัน  สีน้ำเป็นสีที่มีเนื้อละเอียดมากสามารถละลายน้ำได้ดี 
         ชนิดของสีน้ำ  สีน้ำที่นิยมนำมาใช้ในการเขียนภาพระบายสี คือ
         1. สีน้ำชนิดบรรจุกล่อง บางทีก็เรียกสีก้อนหรือสีแห้งมีลักษณะเป็นผงอัดแน่นเป็นก้อนแข็ง  บรรจุสีลงในแต่ละช่อง  เวลาใช้ นำพู่กันจุ่มน้ำละลายสีตามต้องการ
         2. สีน้ำชนิดบรรจุหลอด มีหลายขนาด เนื้อสีมีลักษณะเหลว  เวลาใช้ให้บีบสีลงบนจานผสมสี  แล้วใช้พู่กันจุ่มน้ำละลายสีให้เข้มหรืออ่อนตามต้องการ
คุณสมบัติทั่วไปของสีน้ำ
                ลักษณะโปร่งใส   เนื่องจากสีน้ำมีส่วนผสมของกาว และเนื้อสีที่บดละเอียดเพราะฉะนั้นเมื่อระบายบนกระดาษขาว  สีมีลักษณะโปร่งใสไม่หนาทึบจนเกินไป การระบายสีน้ำควรระบายไปครั้งเดียว ไม่ควรระบายสีต่างๆ ซ้ำหรือทับกันหลายๆหน เพราะจะทำให้สีหม่นขาดคุณสมบัติที่โปร่ง
                  ลักษณะเปียกชุ่ม   ในการระบายสีน้ำ ตัวทำละลายก็คือน้ำ ซึ่งการควบคุมน้ำเพื่อนำมาผสมสี และระบายให้ซึมเข้าหากัน ระหว่างสีก็ใช้น้ำ ดังนั้นเมื่อระบายไปแล้วลักษณะของสีที่แห้งบนกระดาษ จะคงความเปียกชุ่มของสีน้ำ ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ ในบางกรณีถ้าใช้สีที่มีน้ำระบายชุ่มบ้างเปียกบ้างแห้งบ้าง แล้วปล่อยให้แห้งก็จะ เกิดคราบของสีปรากฏให้เห็น ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษของสีน้ำ
สีน้ำมีคุณสมบัติแห้งเร็ว   สีน้ำเมื่อเทียบกับสีชนิดอื่นๆ เช่น สีน้ำมัน ความยากง่ายในการระบายจะต่างกัน ผลเพราะสีน้ำจะแห้ง เร็วกว่าสีน้ำมัน การควบคุมจึงค่อนข้างจะยากกว่าพอสมควร แต่ก็ไม่เสมอไป บางครั้งก็อยู่ที่การฝึกฝน และ ทำความเข้าใจด้วยตัวเอง
                สีน้ำมีคุณสมบัติรุกรานและยอมรับ    ผลมาจากที่เนื้อสีและสารเคมีที่ผสมต่างชนิดกัน  ซึ่งคุณสมบัตินี้ค่อนข้างจำเป็น(พอประมาณ) ในการเขียนสีน้ำ และควรจะศึกษา ทดลองด้วยตัวเองว่าสีใดรุก หรือสีใดยอม หรือสีใดอยู่เฉย

วัสดุและอุปกรณ์ในการเขียนภาพสีน้ำ
พู่กัน  พู่กันระบายสีน้ำ มีลักษณะต่างๆกัน ที่ใช้กันทั่วไปคือ พู่กันกลมและพู่กันแบน
     1.พู่กันกลม มีขนแปลงอ่อน เหมาะสำหรับใช้กับสีน้ำหรือสีโปสเตอร์
     2. พู่กันแบน  มีทั้งขนแปลงอ่อนและขนแปลงแข็ง ชนิดขนแปลงอ่อนใช้กับสีน้ำและสีโปสเตอร์ ส่วนชนิดขนแปลงแข็งเหมาะสำหรับใช้กับสีน้ำมัน
     3. กระดาษสีน้ำ  จะมีความหนาเรียกเป็นปอนด์ เช่น 100 ปอนด์ 180 ปอนด์ 200ปอนด์ บางทีก็เรียกเป็นแกรม เช่น 80 แกรม 100แกรม  โดยทั่วไปแล้วกระดาษสำหรับเขียนภาพสีน้ำจะมีลักษณะพื้นผิวหยาบด้านหนึ่ง และผิวเรียบด้านหนึ่ง ด้านหยาบใช้สำหรับระบายสีน้ำ             
         สีน้ำเป็นสีประเภทโปร่งใส  เขียนได้เฉพาะกระดาษขาว  การเลือกกระดาษมีความสำคัญต่อการเขียนสีน้ำมาก   (สุชาติ  เถาทอง 536 : 101) ได้กล่าวว่า
  “คุณสมบัติของกระดาษอยู่ที่ความหนาหรือผิวกระดาษด้านนอกสุด  เช่น ผิวเรียบ หยาบ ขรุขระ  มีผลต่อการระบายน้ำ  ชนิดหยาบสีสามารถฝังตัวในกระดาษได้ทำให้ภาพสวย”    
      4. กระดานรองเขียน  มีลักษณะเป็นแผ่นผิวเรียบ ส่วนมากเป็นแผ่นไม้อัด มีตัวหนีบกระดาษหรืออาจใช้เทปกาวขึงกระดาษบนกระดานรองเขียนให้ตึงยิ่งดี เพราะกระดาษวาดเขียนที่ไม่หนาเวลาถูกน้ำจะยืดพอง กระดาษย่นยากแก่การระบายสี
      5. จานสี  มีหลายขนาดหลายแบบทำด้วยวัสดุที่น้ำไม่ซึมควรเลือกแบบที่มีช่องใส่สีและช่องผสมสีหลายช่อง  ควรใช้สีขาวจะช่วยให้การผสมสีน้ำเห็นสีได้ชัดเจน
      6. ภาชนะสำหรับใส่น้ำล้างพู่กัน  ปกติแล้วจะใช้สองอัน  อันหนึ่งสำหรับใส่น้ำผสมสี อีกอันสำหรับใส่น้ำล้างพู่กันซึ่งควรมีขนาดใหญ่กว่าใส่น้ำผสมสี จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ


การระบายสีน้ำโดยใช้เทคนิคเปียกบนเปียก(WET ON WET)  
         การระบายสีแบบเปียกบนเปียก หมายถึง การระบายน้ำลงบนกระดาษก่อนแล้วจึงระบายสี  หยอดสี (MINGLING) หรือหยดสี (DIPPING) ที่ต้องการลงไป ทำให้สีดูชุ่มสด โปร่งใสมักระบายภาพพื้นที่กว้าง เช่น ท้องฟ้า  แผ่นน้ำ  เป็นต้น  การระบายแบบเปียกบนเปียกนี้ จะช่วยให้ระบายสีติดบนกระดาษทุกส่วน เพราะกระดาษบางชนิดระบายสีติดยาก เนื่องจากมีความมันหรือความหยาบขรุขระสี ที่ถูกระบายลงไป จะผสมผสานกันอย่างกลมกลืนจะซึมและเลื่อนไหลเข้าหากันบางครั้งให้ความรู้สึกฟุ้งกระจาย บางครั้งให้ความนุ่มนวลเหมือนหมอกนอกจากนี้ความชุ่มฉ่ำ  พร่ามัวทำให้ดูไกลออกไป  เหมาะสำหรับภาพระยะหลัง  หรือพื้นหลังของภาพ  การระบายแบบเปียกบนเปียกมีลักษณะ การไหลซึมและการไหลย้อย ขึ้นอยู่กับการเอียงของกระดานรอง(ประมาณ 10-20 องศา)
          การระบายแบบเปียกบนแห้ง หมายถึง การระบายสีบนกระดาษโดยที่ไม่ต้องลงน้ำก่อน  คำว่าเปียก  คือ พู่กันกับสี ส่วนแห้ง คือ แผ่นกระดาษ การระบายแบบเปียกบนแห้ง เป็นวิธีระบายทั่วไป ซึ่งมีเทคนิคที่สำคัญอยู่ 2 ประการ คือ
                     - การระบายเรียบ (FLAT WASH) แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ระบายเรียบสีเดียว (ONE COLOR) และ ระบายเรียบหลายสี (MULTI COLOR) การระบายเรียบ เป็นพื้นฐานของการทำงานสีน้ำ วีธีการ ตั้งกระดาษให้เอียงทำมุมประมาณ 10-20 องศา ผสมสีกับน้ำให้ได้ปริมาณที่พอเหมาะ แล้วจะระบายจากซ้ายไปขวาก็ได้ (แต่ต้องไม่ใช่ทาสี) เมื่อระบายเสร็จแล้ว หากใช้สีที่สองระบายต่อก็จะเรียกว่า "การระบายเรียบหลายสี" แต่ต้องระบายต่อใต้สีเดิม (ควรระบายอย่างต่อเนื่อง อย่าปล่อยให้น้ำของสีแรกแห้ง เพราะถ้าทำเช่นนั้น จะทำให้สีที่ปรากฏเป็นขั้นๆ ไม่เรียบ)
                     - การระบายเรียบอ่อนแก่ (GRADED WASH) เทคนิคนี้จะนำไปใช้ ในการระบายเพื่อให้เกิดแสงเงา ความลึก ความกลม สีแก่มาหาสีอ่อน เป็นต้น วิธีการ คือ ตั้งกระดาษในองศาเดียวกับวิธีแรก ผสมสีกับน้ำให้ข้นกว่าปกติ แล้วใช้วิธีระบายเรียบแบบธรรมดา เสร็จแล้วให้นำพู่กันไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วจุ่มน้ำสะอาด มาระบายต่อใต้สีเดิมโดยระบายไปเรื่อยๆ จนสีเดิมค่อยๆ จางลงๆ เป็นลำดับ
          การระบายแบบแห้งบนเปียก (DRY ON WET)
การระบายแบบแห้งบนเปียก  เป็นการระบายสีที่ผสมไว้ค่อนข้างข้น ระบายลงบนกระดาษที่เปียกอยู่เทคนิคนี้จะทำให้สีกระจายออกไปเองตามพื้นที่ที่เปียกนั้น สีบางส่วนก็จะเกิดการซึมผสมกันเองด้วย )  ทำให้ได้สีที่มีพลังเข้มแข็ง หนักแน่นเหมาะจะเขียนในระยะหน้าเช่น การระบายต้นไม้หรือภูเขาให้กลืนกับท้องฟ้าหรือซึมเข้าหาท้องฟ้าบางส่วน
         การระบายแบบแห้งบนแห้ง (DRY ON DRY) หมายถึง การระบายสีที่ใช้พู่กันจุ่มสีน้อย วิธีการ คือ ผสมสีกับน้ำเพียงนิดเดียวเพื่อให้ข้น (ไม่ถึงขนาดเหนียว) เขียนลงกระดาษแห้งสนิท เขียนด้วยส่วนปลายของพู่กัน โดยใช้ข้อมือ เป็นตัวควบคุมแล้วระบายอย่างรวดเร็วบนกระดาษ จนเกิดเป็นร่องรอยพู่กันแห้งๆ    การระบายแบบแห้งบนแห้ง ประโยชน์คือ เอาไว้เน้นบางจุดบนภาพ สร้างภาพเคลื่อนไหว  เกิดความฉับไว  เฉียบขาด  หรือบริเวณที่เห็นว่า ควรทำให้เด่นได้  เทคนิคการระบายแบบแห้งบนแห้ง เป็นวิธี การแตะ การป้ายและเทคนิคผสม


การระบายสีแบบเปียกบนเปียก หมายถึง การระบายน้ำลงบนกระดาษก่อนแล้วจึงระบายสี  หยอดสี (MINGLING) หรือหยดสี (DIPPING) ที่ต้องการลงไป ทำให้สีดูชุ่มสด โปร่งใสมักระบายภาพพื้นที่กว้าง เช่น ท้องฟ้า  แผ่นน้ำ  เป็นต้น  การระบายแบบเปียกบนเปียกนี้ จะช่วยให้ระบายสีติดบนกระดาษทุกส่วน เพราะกระดาษบางชนิดระบายสีติดยาก เนื่องจากมีความมันหรือความหยาบขรุขระสี ที่ถูกระบายลงไป จะผสมผสานกันอย่างกลมกลืนจะซึมและเลื่อนไหลเข้าหากันบางครั้งให้ความรู้สึกฟุ้งกระจาย บางครั้งให้ความนุ่มนวลเหมือนหมอกนอกจากนี้ความชุ่มฉ่ำ  พร่ามัวทำให้ดูไกลออกไป  เหมาะสำหรับภาพระยะหลัง  หรือพื้นหลังของภาพ  การระบายแบบเปียกบนเปียกมีลักษณะ การไหลซึมและการไหลย้อย ขึ้นอยู่กับการเอียงของกระดานรอง(ประมาณ 10-20 องศา)

การระบายแบบเปียกบนแห้ง หมายถึง การระบายสีบนกระดาษโดยที่ไม่ต้องลงน้ำก่อน  คำว่าเปียก  คือ พู่กันกับสี ส่วนแห้ง คือ แผ่นกระดาษ การระบายแบบเปียกบนแห้ง เป็นวิธีระบายทั่วไป ซึ่งมีเทคนิคที่สำคัญอยู่ 2 ประการ คือ
                     - การระบายเรียบ (FLAT WASH) แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ระบายเรียบสีเดียว (ONE COLOR) และ ระบายเรียบหลายสี (MULTI COLOR) การระบายเรียบ เป็นพื้นฐานของการทำงานสีน้ำ วีธีการ ตั้งกระดาษให้เอียงทำมุมประมาณ 10-20 องศา ผสมสีกับน้ำให้ได้ปริมาณที่พอเหมาะ แล้วจะระบายจากซ้ายไปขวาก็ได้ (แต่ต้องไม่ใช่ทาสี) เมื่อระบายเสร็จแล้ว หากใช้สีที่สองระบายต่อก็จะเรียกว่า "การระบายเรียบหลายสี" แต่ต้องระบายต่อใต้สีเดิม (ควรระบายอย่างต่อเนื่อง อย่าปล่อยให้น้ำของสีแรกแห้ง เพราะถ้าทำเช่นนั้น จะทำให้สีที่ปรากฏเป็นขั้นๆ ไม่เรียบ)
                     - การระบายเรียบอ่อนแก่ (GRADED WASH) เทคนิคนี้จะนำไปใช้ ในการระบายเพื่อให้เกิดแสงเงา ความลึก ความกลม สีแก่มาหาสีอ่อน เป็นต้น วิธีการ คือ ตั้งกระดาษในองศาเดียวกับวิธีแรกผสมสีกับน้ำให้ข้นกว่าปกติ แล้วใช้วิธีระบายเรียบแบบธรรมดา เสร็จแล้วให้นำพู่กันไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วจุ่มน้ำสะอาด มาระบายต่อใต้สีเดิมโดยระบายไปเรื่อยๆ จนสีเดิมค่อยๆ จางลงๆ เป็นลำดับ

การใช้สีกับบรรยากาศ  
                ผู้ที่จะเขียนภาพทิวทัศน์ได้ดีและเหมือนจริงเป็นธรรมชาตินั้น  ต้องคำนึงถึงระยะใกล้  ไกล  ของสิ่งประกอบต่าง ๆในภาพเพื่อจะได้เลือกใช้  แสง  สี  เงา  ตลอดจนบรรยากาศและสภาพแวดล้อม  ได้เหมาะสมกลมกลืนเป็นธรรมชาติ  สีบรรยากาศในภาพเขียนนั้นๆ จะแสดงให้รู้ว่า เป็นภาพตอนเช้า ตอนกลางวัน หรือตอนบ่ายเป็นต้น จะทำให้ได้ภาพทิวทัศน์ที่มีคุณค่า  ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็น  เกิดอารมณ์สุนทรี  มีจิตใจงดงาม  เกิดความรักหวงแหนธรรมชาติ  เป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในทางอ้อมอีกด้วย

            ขั้นตอนการเขียนภาพ
                        1.  เลือกมุมมอง
                        2.  เขียนเส้นขอบฟ้าก่อน
                        3.  ร่างภาพโดยร่างภาพจากระยะไกล-กลาง-ใกล้ตามลำดับ ไม่ต้องเน้นรายละเอียด

    เทคนิค การระบายสี
                        1.   การเขียนภาพท้องฟ้าที่มีก้อนเมฆใช้วิธีระบายสีแบบเปียกบนแห้ง ระบายสีท้องฟ้า โดยเว้นสีขาวไว้เป็นก้อนเมฆแล้วใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาดๆถูเชื่อมระหว่างก้อนเมฆกับสีท้องฟ้า ก็จะได้ปุยเมฆที่ดูนุ่มนวล
                         2.  ระบายสีท้องฟ้าด้วยวิธีระบายสีแบบเปียกบนเปียก แล้วใช้ฟองน้ำ ผ้าหรือกระดาษทิชชู ซับบริเวณที่ต้องการก้อนเมฆ                 
                        3.  ระบายสีระยะไกลถัดมาเช่นภูเขา ทิวไม้ ทุ่งหญ้าตามลำดับ ระยะใกลัระบายสีให้เข้มขึ้น
          ข้อควรคำนึงในการเขียนภาพ  ส่วนประกอบในภาพ  เช่น  ต้นไม้  ลำห้วย  กระท่อม  สัตว์  สิ่งของเป็นต้น  ควรเว้นไว้เพื่อระบายสีทีหลังเพื่อความสดใสของสี และนำเทคนิค ต่าง ๆ มาใช้
















การเขียนภาพทิวทัศน์บกด้วยสีน้ำ
การเขียนภาพทิวทัศน์บก ส่วนมากแล้วจะเขียนระยะจากไกล ระยะกลางและ
ระยะใกล้  ตามลำดับ  การระบายสีระยะไกลจะเบาบางระยะใกล้จะเข้มขึ้น
            ขั้นตอนการเขียนภาพ
                1.  เลือกมุมมอง
                2.  เขียนเส้นขอบฟ้าก่อน
                3.  ร่างภาพโดยร่างภาพจากระยะไกล-กลาง-ใกล้ตามลำดับ ไม่ต้องเน้นรายละเอียด






















การเขียนภาพทิวทัศน์ทะเลด้วยสีน้ำ
การเขียนภาพทิวทัศน์ทะเล  ภาพทิวทัศน์ทะเลเป็นภาพที่แสดงความงามของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นทะเล  ซึ่งมีส่วนประกอบต่างๆ เช่น  หาดทราย  โขดหิน  ทะเล  เรือ  ท้องฟ้า  ความจริงแล้ว  ความหมายคือ  การเขียนภาพทิวทัศน์ที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่  จะเขียนภาพทิวทัศน์ทะเลสาบ  หรือหนองบึงแทนก็ได้
ข้อควรคำนึงก็คือ  น้ำจะมีพื้นผิวราบเรียบ เกือบจะเป็นเส้นตรง  อาจจะใช้ไม้บรรทัดช่วยในการเขียนระดับน้ำ หรือใช้เทปกาว หรือกระดาษกาวติดเหนือส่วนที่จะเป็นผิวน้ำก่อนระบายสีก็ได้  เมื่อระบายสีเสร็จแล้วค่อยดึงเทปกาวหรือกระดาษกาวออก   ขั้นตอนต่างๆก็เหมือนกับการเขียนภาพทิวทัศน์บก แล้วนำเทคนิคการสร้างสรรค์มาใช้ ภาพจะสมบูรณ์สวยงามยิ่งขึ้น













การเขียนภาพทิวทัศน์สิ่งก่อสร้างด้วยสีน้ำ               
       การเขียนภาพทิวทัศน์สิ่งก่อสร้าง  หลักการและขั้นตอนก็เหมือนกับการเขียนภาพทิวทัศน์บก  เน้นหลักการเขียนทัศนียภาพ  เว้นว่างส่วนที่เป็นสิ่งก่อสร้างไว้ระบายสีทีหลัง  โดยเฉพาะระยะกลางและระยะใกล้  ใช้เทคนิค การระบายเคลือบ ส่วนเทคนิคอื่นๆนั้นก็นำมาใช้ตามความเหมาะสม
การเขียนภาพทิวทัศน์สิ่งก่อสร้าง  หลักการและขั้นตอนก็เหมือนกับการเขียนภาพทิวทัศน์บก  เน้นหลักการเขียนทัศนียภาพ  เว้นว่างส่วนที่เป็นสิ่งก่อสร้างไว้ระบายสีทีหลัง  โดยเฉพาะระยะกลางและระยะใกล้  ใช้เทคนิค การระบายเคลือบ ส่วนเทคนิคอื่นๆนั้นก็นำมาใช้ตามความเหมาะสม













บทที่ 5 สีน้ำ (WATER COLUOR)