หน้าหลัก บทที่ 1 บทที่ 2 บทที่ 3 บทที่ 4 บทที่ 5 บทที่ 6 บทที่ 7 บทที่ 8 แบบทดสอบ
ONLINE
A
RT
ศิลปะ ม.4
ศ 31101
            การสร้างความคิด  และการแสดงออกของมนุษย์เกี่ยวกับการออกแบบ  มีความแตกต่างกันไปตามศักยภาพในกระบวนการคิด  และสติปัญญาของแต่ละบุคคล  ทั้งนี้มีการสร้างสรรค์งานรูปแบบใหม่ๆ  ขึ้นมา  ภายไต้แรงบันดาลใจของผู้ออกแบบ  โดยจะต้องคำนึงถึงความต้องการ  ความสวยงาม  ความกลมกลืนของรูปทรง  สี  รวมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมที่มีจินตนาการ  มีสีสัน  สามารถเปลี่ยนแปลง  และนำไปใช้ประโยชน์ได้  ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละด้าน  เช่น  สถาปัตยกรรมการตกแต่ง  และงานวิจิตรศิลป์  เป็นต้น  แต่โดยพื้นฐานสำคัญแล้ว  จะต้องทำให้การออกแบบตกแต่ง  มีสุนทรียภาพ  และมีความสอดคล้องลงตัว  ซึ่งผู้สร้างสรรค์ผลงานจะต้องเข้าใจถึงหลักการและเกิดความซาบซึ้งต่อผลงานทางศิลปะ  หากปราศจากความรู้สึกเหล่านี้  ผลงานทางศิลปะจะมีขึ้นอย่างสมบูรณ์ไม่ได้

1.ความหมายและความสำคัญของการออกแบบ
การออกแบบ  หมายถึง  การสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อประโยชน์และความงามด้วยการนำทัศนธาตุทางศิลปะและหลักการจัดส่วนประกอบของการออกแบบมาใช้  รวมไปถึงการปรับปรุงของเดิมที่มีอยู่แล้วดัดแปลงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ดังนั้น  การสร้างสิ่งใดๆ  ก็ตาม  สิ่งแรกจะต้องเริ่มด้วยการออกแบบ  อาจจะออกแบบโดยความคิด  หรือมีความคิดอยู่ในสมอง  ซึ่งเป็นแนวคิดของผู้สร้างเพียงคนเดียว  และสามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้  ซึ่งก็เป็นการออกแบบเหมือนกันแต่อาจจะไม่สมบูรณ์นัก  การออกแบบที่ถูกต้องจะต้องสามารถให้มองเห็นแบบ  อาจจะเป็นภาพหรือแบบจำลองที่มีขนาดสัดส่วนให้สามารถมองเห็นผลงานที่จะสร้างได้อย่างชัดเจน
เมื่อวิเคราะห์ถึงความหมายและความสำคัญของการออกแบบแล้ว  อาจสรุปสาระสำคัญของการออกแบบว่ามีลักษณะดังนี้
1.ความสามารถในการปรับปรุงผลผลิตหรือผลงานที่มีอยู่เดิมให้แปลกใหม่มากขึ้น
2. โครงสร้างของการออกแบบต้องคำนึงถึง
1. ความสอดคล้องกับประโยชน์และหน้าที่ของการใช้สอย
2. มีความกลมกลืน  มีสัดส่วนที่เหมาะสม  มีลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียว 
3. มีความงดงามในโครงสร้างกับวัสดุ
4. มีความเรียบง่าย  แข็งแรง  เด่นชัด  ทั้งนี้ต้องมีจินตนาการในการจัดองค์ประกอบคุณค่า  และความมุ่งหมายที่ผู้ออกแบบกำหมดขึ้น
3. ความสามารถในการวางแผนดำเนินการให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้น  ตั้งแต่เลือกวัสดุตามคุณสมบัติให้สอดคล้องกับรูปแบบตามที่คิดสร้างสรรค์ไว้
4. การใช้ประสบการณ์  ความชำนาญ  และความรู้  การตอบสนองให้แก่ผู้บริโภคในด้านการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์  และรูปแบบมีความงดงามตามประโยชน์ใช้สอย
5. เพื่อให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของผลงานแต่ละยุคสมัยของศิลปะการออกแบบและแสดงศักยภาพควมสามารถเฉพาะของแต่ละคนในการออกแบบ

2.พัฒนาการของการออกแบบ
หากเรามองย้อนหลังไปในอดีต  จะพบว่า  มนุษย์เรามีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆไม่มีพิธีรีตองไม่พิถีพิถัน  มีการดำเนินชีวิตค่อยเป็นค่อยไปตามกาลเวลา  มนุษย์ในอดีตเริ่มรู้จักแก้ปัญหาต่างๆที่เผชิญ  เช่น  รู้จักหาสิ่งมาปกปิดร่างกาย  รู้จักสร้างที่พักอาศัย  รู้จักทำเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ  การที่มนุษย์พยายามสร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นทีละน้อย  มีความ  คิดที่จะปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ  โดยอาศัยสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ  ถือได้ว่าเป็นการออกแบบเพราะรู้จักคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นใหม่  รู้จักคิดแก้ปัญหาโดยนำสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีพทั้งของตนเองและสังคม 
พัฒนาการของการออกแบบของมนุษย์แต่ละสมัย  มีดังนี้

          ยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม
ยุคก่อนปฏิวัติอุสาหกรรมมีลักษณะพื้นฐานที่สำคัญ  คือ  ความไม่พอใจกับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น  จึงได้สร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมใหม่ขึ้นมาตามต้องการ  ซึ่งเป็นรากฐานในการแพร่กระจายสิ่งใหม่ๆ  ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น  อาจแบ่งได้ตามระยะที่สำคัญ  ดังนี้

      1. ระยะแห่งการค้นพบ   เป็นระยะที่มนุษย์ต้องพึ่งพาธรรมชาติ  แต่ได้เพิ่มเติมการใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามประสบการณ์  แล้วนำมาสร้างให้เกิดสิ่งที่ต้องการ

       2. ระยะแห่งการสร้างสมประสบการณ์  เป็นระยะที่มนุษย์สร้างสมประสบการณ์ให้มีความชำนาญมากขึ้น  โดยแบ่งหน้าที่ตามความถนัด  และหาวิธีการเพิ่มประสิทธิการทำงานให้มีความชำนามากขึ้น  โดยแบ่งหน้าที่ตามความถนัด  และหาวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น  รวมทั้งผลงานจะต้องมีความประณีตเรียบร้อยขึ้นตามการใช้งาน   และยังมีความคิดการสร้างสรรค์ล่วงหน้า  โดนคาดการณ์เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

       3. ระยะแห่งการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์คิดค้น  เป็นระยะเวลาที่เริ่มมีความก้าวหน้าทางวิทยาการ  โดยเฉพาะระบบการออกแบบของศิลปิน  และช่างฝีมือมีลักษณะเป็นงานฝีมือ  จึงเกิดการเปลี่ยนแปลง  โดยเฉพาะระบบการผลิตภายหลังการปฏิวัติอุสาหกรรม  ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อทั้งลักษณะงานออกแบบและวิธีการทำงานของศิลปิน

2.1 งานออกแบบหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ในศตวรรษที่ 18  แม้ว่าได้มีการพัฒนาการทางเทคโนโลยีแล้วก็ตาม  แต่รสนิยมของคนทั่วไปยังคงยึดรูปแบบดั้งเดิมตามความนิยมที่หรูหรา  ส่วนการออกแบบทางเครื่องจักรมักปรากฏผลงานทางลบ  จึงเกิดกระแสต่อต้านไม่ยอมรับลักษณะของรูปแบบที่ไร้รสนิยมของสินค้าที่ผลิตโดนเครื่องจักร   จึงได้มีการพยายามปรับปรุงแก้ไขรูปแบบผลิตภัณฑ์  โดยได้รวบรวมศิลปิน  ช่างฝีมือ  และผู้ผลิต  เพื่อพัฒนารูปแบบที่ผลิตด้วยเครื่องจักรในระยะอุตสาหกรรมยุคใหม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้ลดราคาต้นทุนการผลิต  และเพื่อให้เครื่องจักรกลสามารถผลิตสินค้าในปริมาณที่มากได้  ซึ่งภายหลังก็ได้พัฒนามาเป็นนักออกแบบเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ  เช่น รถยนต์  อาคารบ้านเรือน  ด้วยเหตุนี้นักออกแบบสมัยใหม่จะต้องมีความรอบรู้ทั้งทางวิทยาการในแต่ละศาสตร์  และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ควบคู่กันไป
2.2งานออกแบบสมัยใหม่
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20  เป็นต้นมา  มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ชัดเจน  รุนแรง  และมีความหลากหลายทั้งด้านรูปแบบ  พื้นฐานความเป็นมา  นอกจากนี้ยังมีการสร้างแนวความคิดในการออกแบบที่ขัดแย้งและตรงกันข้ามต่อแนวดั้งเดิม  รวมทั้งงานออกแบบก็ถือเป็นวิชาชีพหนึ่งที่จะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ
3.แนวคิดในการออกแบบ
การสร้างสรรค์ผลงานของมนุษย์นั้น  มีสิ่งต่างที่เป็นส่วนเกี่ยวข้องทำให้เกิดแนวคิดในการออกแบบ  ซึ่งประกอบด้วยเรื่องดังต่อไปนี้

3.1 ธรรมชาติ
ธรรมชาตินับว่าเป็นส่วนสำคัญ  เพราะธรรมชาติได้ให้สิ่งต่างๆมากมายแก่มนุษย์ในด้านการออกแบบ  ที่เห็นเด่นชัด  ได้แก่  ลักษณะรูปทรง  ซึ่งมีลักษณะสมบูรณ์อยู่ในตัวของมันเอง  เนื่องจากได้ผ่านการปรับปรุง  จนเกิดความพอเหมาะอย่างลงตัว  ยิ่งเป็นสิ่งที่มีหน้าที่หลายอย่างก็ยิ่งมีรูปทรงที่สลับซับซ้อนของรายละเอียด  รวมทั้งให้ลีลา  จังหวะ  และสีสันสวยงาม  มนุษย์ไม่สามารถจะสร้างสรรค์ได้เหมือนกับธรรมชาติ  แต่มนุษย์ก็ได้อาศัยข้อมูลที่เป็นรูปทรงจากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์  นำมาเป็นประสบการณ์ในส่วนลึกของจิตใจ  เมื่อลงมือทำงาน  สิ่งที่ถูกเก็บไว้นี้ก็จะถูกถ่ายทอดออดมาในรูปของการกลั่นกรอง  ขัดเกลา  ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม  กลมกลืนกับการออกแบบทำให้ได้รูปทรง  สัดส่วน  ที่เหมาะสมกับหน้าที่การใช้งานที่มีความยืดหยุ่น  มีความแข็งแรง  อันเป็นวิธีการแก้ปัญหาตามธรรมชาตินั่นเอง

3.2 ประสบการณ์
ประสบการณ์เกิดจากการค้นคว้าสะสมความรู้ของตนเองแล้วนำไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของผู้อื่น  ซึ่งสิ่งต่างๆ  ที่อยู่รายรอบนั้น  ล้วนแต่ได้ผ่านการออกแบบมาแล้วทั้งสิ้น  ซึ่งนักออกแบบจะได้รับประสบการณ์ในการออกแบบสะสมกันเรื่อยมา  ซึ่งบางอย่างก็เป็นประสบการณ์ที่เคยเป็นผลงานในอดีตแล้วนำมาปรับปรุงใหม่  ตัวอย่างเช่น  หม้อดินเผา   รูปร่างลักษณะของหม้อดินเผาในปัจจุบันกับอดีตอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง  แต่โครงสร้างใหญ่ๆก็ยังคงคล้ายคลึงกับหม้าดินเผาในสมัยก่อนประวัติศาสตร์
3.3 การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการออกแบบ
ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์  และเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก  โดยเฉพาะการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการออกแบบ  ทำให้เกิดความสะดวกสบาย  และเกิดความแม่นยำในการคิดคำนวณมากยิ่งขึ้น  เช่น  การออกแบบสิ่งก่อสร้างต่างๆผู้ออกแบบสามารถคิดคำนวณการถ่ายแรง  จากการใช้ความโค้งที่ก่อขึ้นจากการเรียงอิฐก้อนเล็กๆ  ให้ต่อกันอย่างแม่นยำ  และยังสามารถทราบถึงการถ่ายแรงจากหลังคาไปตามส่วนโค้งลงเสาหรือกำแพงได้  ซึ้งแตกต่างจากในอดีตที่ต้องอาศัยประสบการณ์เฉพาะตนของผู้ออกแบบเพียงอย่างเดียว

4.หลักของการออกแบบ
จุดมุ่งหมายของการออกแบบมุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก  แต่ต้องคำนึงถึงความงามควบคู่กันไปด้วย  เพื่อให้เกิดความประทับใจ  รวมทั้งมีการเลือกวัสดุที่เหมาะสมและประยัด  พื้นฐานที่ใช้ในการออกแบบประกอบด้วย  เส้น  แสง  เงา  สี  ช่วงจังหวะ  ลักษณะพื้นผิว  รูปร่าง  รูปทรง  รวมทั้งความสมดุล  มีเอกภาพ  มีความเคลื่อนไหวของวัสดุให้ถูกทิศทาง  และมีสัดส่วนที่เหมาะสม  มีการตัดกันตามความจำเป็น  อาจจะใช้หลักของธรรมชาติเข้ามาช่วย  หรือเป็นความคิดสร้างสรรค์จากประสบการณ์  การจัดให้เกิดความสวยงามต้องอาศัยความรู้  ความเข้าใจและการปฏิบัติควบคู่กันไปจึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการใช้สอย

4.1 โครงสร้างทั้งหมด
โครงสร้าง หมายถึง  ตัววัสดุ  ระนาบที่รองรับ  และรวมไปถึงความคิดที่ควรแสวงหาเพื่อนำไปใช้ในการออกแบบ  เช่น  การถ่ายทอดรูปแบบ  การถ่ายทอดเรื่องราว  การใช้วัสดุ  คุณสมบัติของวัสดุและสื่อที่ใช้ในการออกแบบ  เช่น  การถ่ายทอดรูปแบบ  การถ่ายทอดเรื่องราว  การใช้วัสดุ  คุณสมบัติของวัสดุและสื่อที่ใช้เป็นตัวอย่าง  ตามความเหมาะสมของรูปแบบ  เป็นต้น  ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม   ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า
โครงสร้างนับเป็นส่วนสำคัญทั้งหมดของงาน  ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ  ส่วนประธาน  ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นหลักของงาน  กับส่วนรอง  ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ช่วยเน้นให้เห็นความสำคัญของส่วนประธาน  การเน้นของส่วนรองเป็นลักษณะขัดแย้งหรือไม่เข้ากันก็ได้  แต่ทั้งสองจะต้องช่วยกเสิมและสัมพันธ์กันเพื่อทำให้งานดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

4.2ความเป็นเอกภาพ(Unity)
การออกแบบที่มีความเป็นเอกภาพ  เป็นการนำเอาทัศนธาตุทางศิลปะ  เช่น  เส้น  รูปทรง  แสง  เงา  สี  ลักษณะพื้นผิว  เป็นต้น  มาประกอบกันให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เมื่อมองดูแล้วทำให้เกิดเป็นกลุ่มก้อนไม่แตกแยกกระจัดกระจาย  จึงจะเป็นการจัดองค์ประกอบที่ดี 
4.3สมดุล (Balance)
สมดุล  หมายถึง  การจัดส่วนประกอบให้ซ้าย-ขวา เท่ากันหรือรู้สึกเท่ากัน  แบ่งลักษณะสมดุลได้ 2 แบบ คือ
1.  สมดุลโดยเหมือนกันทั้ง 2 ด้าน (Symmetrical  Balance)  สมดุลแบบนี้  จะเห็นได้ชัดจากสิ่งที่มีชีวิตเป็นส่วนมาก  เช่น  โครงสร้างของมนุษย์  สัตว์  การออกแบบมายุ่งยาก  ดูง่าย  จะทำให้รู้สึกมั่นคง  แข็งแรง  ตรงไปตรงมา  เป็นต้น
2. สมดุลโดยทั้ง 2 ด้านไม่เหมือนกัน (Asymmetrical  Balance)  สมดุลแบบนี้เป็นการจัดทั้ง 2 ด้านไม่เหมือนกัน  แต้ให้ความรู้สึกเท่ากัน  เป็นการจัดที่น่าสนใจกว่าแบบแรก

4.4  ความกลมกลืน (Harmony)
ความกลมกลืน คือ  การประสานสัมพันธ์เข้ากันได้ของส่วนประกอบต่างๆ  เมื่อมองดูแล้วจะทำให้ความรู้สึกที่ไมขัดแย้ง  จึงเกิดความรู้สึกดีต่องานนั้นๆ  ลักษณะของความกลมกลืนมีหลายชนิด  เช่น  ความกลมกลืนด้วย  เส้น  รูปร่าง  รูปทรง  ขนาด  สี  ทิศทาง  เป็นต้น

4.5  การเน้น  (Emphasis)
การเน้น  หมายถึง  การจัดส่วนประกอบให้น่าสนใจและทำให้งานออกมามีความงามสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ส่วนประกอบที่นำมาจัดด้วยวิธีการต่างๆ มีดังนี้

1. การเน้นด้วยเส้น  รูปร่าง  รูปทรง  ขนาด  เป็นการเน้นด้วยลักษณะของความแตกต่าง   และความกลมกลืนของส่วนต่างๆ  ในการออกแบบ  เช่น  อาจเน้นเส้น  รูปร่าง  รูปทรงที่ออกแบบให้เป็นส่วนสำคัญ  ด้วยขนาดที่แตกต่าง  หรือใหญ่เป็นพิเศษกว่าส่วนอื่น  จะทำให้เด่นชัดน่าสนใจ 
2. การเน้นด้วยพื้นผิว  อาจจะให้มีลักษณะที่ขัดแย้ง  หรือลักษณะตัดกัน  เช่นความหยาบกับความละเอียด  ความขรุขระกับความเรียบ  ความมันกับความด้าน  หรือใช้ลักษณะผิวที่มีปริมาณมากกว่าซึ่งอยู่ในจุดน่าสนใจ  เป็นต้น 
3. การเน้นด้วยสี  จำเป็นต้องนำเอาทฤษฎีสีมาใช้  เพื่อความสวยงาม  น่าสนใจ  ซึ่งจะต้องใช้สีควบคู่กันไปกันการเน้นด้วยรูปร่าง  รูปทรง  และขนาด  เช่น  ความเข้มของสี  สีคู่ตรงกันข้าม  และวรรณะของสี  เป็นต้น
4.6ความขัดแย้งกัน (Contrast)
ความขัดแย้งกัน  หมายถึง ลักษณะที่ตรงกันข้าม  ขัดกันเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่มีลักษณะซ้ำๆ  ไม่น่าสนใจ  แต่ทำให้เกิดขัดแย้งกันตามความเหมาะสม  จึงกลับน่าสนใจขึ้น  อาจแสดงออกโดยใช้ความขัดแย้งกันด้วยเส้น  รูปร่าง  รูปทรง  ขนาด  สี   และทิศทางก็ได้
4.7การซ้ำ  (Repetition)
การซ้ำ  หมายถึง  เป็นลักษณะการจัดส่วนประกอบที่ต้องการให้มีการซ้ำ  มีจังหวะ  หรือช่องไฟเท่าๆกัน   ถ้าหากมีจำนวนมากไปควรใช้ความขัดแย้งกันเข้าช่วย  เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำซากจนทำให้ผลงานดูน่าเบื่อหน่าย
4.8จังหวะ (Rhythm)
จังหวะ หมายถึง  เป็นช่วงๆเท่าๆกัน  หรือระยะของการวางรูปแบบของลวดลายมีลักษณะเป็นแนวต้องการความเป็นระเบียบสวยงาม  จังหวะอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ต้องให้สัมพันธ์กัน
4.9สัดส่วน (Proportion)
สัดส่วน  หมายถึง  การเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของขนาดรูปร่าง  รูปทรงต่างๆใช้ในการออกแบบ  โดยให้มีความสัมพันธ์กับงานและการใช้สอย  เช่น  การหาสัดส่วนที่เหมาะสมสวยงามของรูปทรงสี่เหลี่ยม  หมายถึงความสัมพันธ์ที่สวยงามของด้านกว้างและด้านยาว  หรือการเปรียบเทียบส่วนของการใช้ขนาดของรูปทรงที่นำมาใช้ในการจัดภาพ  หรือในการออกแบบสิ่งของเครื่องใช้  ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงขนาดที่สัมพันธ์กับการใช้งานจริง  ถ้ามีความสัมพันธ์เหมาะสมกันดี  ก็ถือว่ามีสัดส่วนที่ดี
หลักการต่างๆที่ใช้ในการออกแบบเพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าทางความงาม  จึงเป็นส่วนช่วยให้งานมีความน่าสนใจ  น่าสัมผัส  การที่จะออกแบบให้มีความงามได้นั้น  จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์  และรู้จักสังเกตพิจารณางานต่างๆเหล่านั้น  ว่ามีความงามในลักษณะใดบ้าง  การสร้างสรรค์งานให้มีความงามจะต้องเข้าใจทัศนธาตุทางศิลปะ  หรือองค์ประกอบในการออกแบบอย่างดี  นอกจากจะเกิดประโยชน์ทางใช้สอยแล้วยังช่วยทำให้สามารถใช้วัสดุได้อย่างคุ้มค่าประหยัดเวลา  และค่าใช้จ่ายความงามอาจจะเกิดจากการประดับตกแต่งอย่าพิถีพิถันหรือไม่มีการตกแต่งแต่มีความเรียบง่ายก็ได้  เพียงแค่รู้จักใช้องค์ประกอบให้เป็นเท่านั้น  สำหรับหลักของการออกแบบมีรายละเอียดอยู่ในหน่วยที่ 1 เรื่องที่ 1 องค์ประกอบศิลป์กับทัศนธาตุแล้ว



5.ประเภทของงานออกแบบ
การออกแบบทางศิลปะ   แบ่งออกเป็น 2 สาขาใหญ่ๆ  คือ  วิจิตรศิลป์ (Fine Art)   ประยุกต์ศิลป์ (Applied Art) ทั้งสองสาขาจึงแตกต่างกัน ตามลักษณะละวัตถุประสงค์ งานที่สร้างสรรค์ในบทนี้จะกล่าวถึงการออกแบบประยุกต์ศิลป์ โดยมุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
5.1การออกแบบตกแต่งภายใน
การออกแบบตกแต่งภายใน  หมายถึง  การออกแบบและจัดแต่งโดยนำเอาวัตถุเครื่องใช้ต่างๆ  มาจัดวางให้เป็นระเบียบแบบแผนตามหลักกาจัดทางศิลปะภายในบริเวณ  หรือสถานที่ต่างๆทั้งภายในและภายนอก  ให้เกิดคุณค่าทางความงาม  ควบคู่กับประโยชน์ใช้สอย  เช่น  การออกแบบประดิษฐ์เครื่องใช้เล็กๆ  น้อยๆ  เช่น  ผ้ารองจาน  ม่านหน้าต่าง  และของที่ใช้อยู่แล้ว  เป็นต้น  โดยการนำเอาของเก่ามาดัดแปลง  จนถึงการออกแบบและประดิษฐ์เครื่องเรือน  ได้แก่  โต๊ะ  เก้าอี้  ชั้นวางของ  รวมทั้งการจัดตกแต่งบริเวณ  และสิ่งแวดล้อมภายนอกอาคาร  เช่น  การจัดสวนหย่อม  สวนกระถาง  สวนถาด  เป็นต้น

5.2การออกแบบพาณิชยศิลป์
การออกแบบพาณิชยศิลป์  หมายถึง  การออกแบบที่ส่งเสริมในทางการค้า  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้  โดยมั่งเน้นทางประโยชน์ใช้สอย  และความงามควบคู่กันไป  เช่น  การประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นการเสนิรูปแบบของการผลิตต่างๆไปยังผู้บริโภค  โดยเฉพาะการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นสะดุดตา  น่าสนใจที่จะซื้อสินค้าเพื่อนำไปใช้สอยต่อไป
พาณิชยศิลป์หรือศิลปะเพื่อการค้า  จึงเป็นผลงานทางศิลปะที่ทำขึ้นเพื่อการค้าขายโดยเฉพาะ  เช่น  เครื่องปั้นดินเผา  ถ้วย  ชาม  แจกัน  บัตรอวยพรปีใหม่  ภาพการ์ตูน  ภาพประกอบเรื่องในหนังสือ  เป็นต้น

5.3การออกแบบผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์  หมายถึง  การผลิตสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ  การออกแบบผลิตภัณฑ์จึงเป็นการนำเอาหลักการออกแบบมาสร้างสรรค์  ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ต่างๆ  หรือสินค้าให้เกิดลักษณะเด่นสะดุดตา  เพื่อช่วยดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อ  ปละนำไปใช้สอย  จะเห็นได้ว่าในยุคปัจจุบันการออกแบบได้ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง  เช่น  นาฬิกา  โทรศัพท์มือถือ  รถยนต์  ล้วนมีรูปแบบใหม่ๆที่สะดุดตา

5.4  การออกแบบสื่อสาร
การสื่อสาร  หมายถึง  การส่งข่าวสารข้อมูลของผ่ายหนึ่งไปสู่อีกฝ่ายหนึ่ง  การออกแบบสื่อสารเป็นการออกแบบที่มุ่งให้สื่อที่ส่งไปนั้นเข้าใจง่าย  ดึงดูดความสนใจด้วยวิธีการจัดทำตัวอักษร  ภาพสัญลักษณ์  ป้ายโฆษณา       แคตาล็อก  โบชัวร์  และการแพร่ภาพทางโทรทัศน์  เป็นต้น
บทที่ 6 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ ด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ
โดยเน้นหลักการออกแบบและการจัดองค์ประกอบศิลป์