A
RT
ONLINE
ศ 32102
ศิลปะ ม.5
บทที่ 1 การวิเคราะห์วิจารณ์งานศิลปะ
ภาพองค์ประกอบศิลป์ (Composition)
เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ (พ.ศ.2472)
ผลงานของ พีต  มอนดรีอัน (Piet  Mondrian)
เน้นการออกแบบโดยเส้นที่ตัดกันเป็นมุมฉากระหว่างเส้นนอนกับเส้นตั้ง
เกิดเป็นบริเวณว่างให้มีความสัมพันธ์กันภายในกรอบสี่เหลี่ยม
ด้วยการใช้สีแดง เหลือง น้ำเงินที่สดใส รวมทั้งสีขาว ดำ และเทา
ในแบบนามธรรมที่ใช้เส้นเรขาคณิตเป็นหลัก
สรุปการวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะในด้านความงามจะตัดสินกันที่รูปแบบการจัดองค์ประกอบศิลป์ให้เกิดคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ หรือการเห็นคุณค่าทางความงามนั่นเอง
ภาพแม่พระมาดอนนา พระเยซู และเซนต์จอห์น
(The Madonna and Child with The infant St. John)
เทคนิคสีน้ำมันบนแผ่นไม้
ผลงานของราฟาเอล (Raphael)
แสดงรูปแบบความงามของภาพโดยใช้รูปคนเป็นจุดเด่น
มีความเวิ้งว้างของธรรมชาติเป็นฉากหลังแสดงความตื้นลึกใกล้ไกล
โดยใช้แนวทางของทัศนียวิทยาและการจัดองค์ประกอบภาพในแนวกรอบสามเหลี่ยม
ซึ่งเป็นลักษณะความงามในการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่ศิลปินในสมัย
ฟื้นฟูศิลปวิทยานิยมทำกัน

การวิเคราะห์วิจารณ์งานศิลปะ
การวิเคราะห์งานศิลปะ หมายถึง การพิจารณาแยกแยะศึกษาองค์รวมของงานศิลปะออกเป็นส่วนๆ ทีละประเด็น ทั้งในด้านทัศนธาตุ องค์ประกอบศิลป์ และความสัมพันธ์ต่างๆ ในด้านเทคนิคกรรมวิธีการแสดงออก เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประเมินผลงานศิลปะว่ามีคุณค่าทางด้านความงาม ทางด้านสาระ และทางด้านอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร

การวิจารณ์งานศิลปะ หมายถึง การแสดงออกทางด้านความคิดเห็นต่อผลงานทางศิลปะที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นไว้ โดยผู้วิจารณ์ให้ความคิดเห็นตามหลักเกณฑ์และหลักการของศิลปะ ทั้งในด้านสุนทรียศาสตร์และสาระอื่นๆ ด้วยการติชมเพื่อให้ได้ข้อคิดนำไปปรับปรุงพัฒนาผลงานศิลปะ หรือใช้เป็นข้อมูลในการประเมินตัดสินผลงาน และเป็นการฝึกวิธีดู วิธีวิเคราะห์ คิดเปรียบเทียบให้เห็นคุณค่าในผลงานศิลปะชิ้นนั้น ๆ

คุณสมบัติของนักวิจารณ์

1. ควรมีความรู้เกี่ยวกับศิลปะทั้งศิลปะประจำชาติและศิลปะสากล
2. ควรมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ
3. ควรมีความรู้เกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ ช่วยให้รู้แง่มุมของความงาม
4. ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างขวาง และไม่คล้อยตามคนอื่น
5. กล้าที่จะแสดงออกทั้งที่เป็นไปตามหลักวิชาการและตามความรู้สึกและประสบการณ์

ทฤษฎีการสร้างงานศิลปะ จัดเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้

1. นิยมการเลียนแบบ (Imitationalism Theory) เป็นการเห็นความงามในธรรมชาติแล้วเลียนแบบไว้ให้เหมือนทั้งรูปร่าง รูปทรง สีสัน ฯลฯ
2. นิยมสร้างรูปทรงที่สวยงาม (Formalism Theory) เป็นการสร้างสรรค์รูปทรงใหม่ให้สวยงามด้วยทัศนธาตุ (เส้น รูปร่าง รูปทรง สี น้ำหนัก พื้นผิว บริเวณว่าง) และเทคนิควิธีการต่างๆ
3. นิยมแสดงอารมณ์ (Emotional Theory) เป็นการสร้างงานให้ดูมีความรู้สึกต่างๆ ทั้งที่เป็นอารมณ์อันเนื่องมาจากเรื่องราวและอารมณ์ของศิลปินที่ถ่ายทอดลงไปในชิ้นงาน
4. นิยมแสดงจินตนาการ (Imagination Theory) เป็นงานที่แสดงภาพจินตนาการ แสดงความคิดฝันที่แตกต่างไปจากธรรมชาติและสิ่งที่พบเห็นอยู่เป็นประจำ
แนวทางการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของงานศิลปะ
การวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะโดยทั่วไปจะพิจารณาจาก 3 ด้าน ได้แก่

1. ด้านความงาม
เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านทักษะฝีมือ การใช้ทัศนธาตุทางศิลปะ และการจัดองค์ประกอบศิลป์ว่าผลงานชิ้นนี้แสดงออกทางความงามของศิลปะได้อย่างเหมาะสมสวยงามและส่งผลต่อผู้ดูให้เกิดความชื่นชมในสุนทรียภาพเพียงใด ลักษณะการแสดงออกทางความงามของศิลปะจะมีหลากหลายแตกต่างกันออกไปตามรูปแบบของยุคสมัย ผู้วิเคราะห์และประเมินคุณค่าจึงต้องศึกษาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจด้วย เช่น

2. ด้านสาระ
เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะแต่ละชิ้นว่ามีลักษณะส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนจุดประสงค์ต่างๆ ทางจิตวิทยาว่าให้สาระอะไรกับผู้ชมบ้าง ซึ่งอาจเป็นสาระเกี่ยวกับธรรมชาติ สังคม ศาสนา การเมือง ปัญญา ความคิด จินตนาการ และความฝัน เช่น
ภาพวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2351 (The Third of May 1808)
ผลงานของฟรันซิสโก โจเซ เด โกยา (Francisco Jose de Goya) จิตรกรชาวสเปนแสดงคุณค่าด้านสาระให้เห็นถึงความเจ็บปวดจากการถูกย่ำยีและเข้ายึดครองประเทศสเปนของทหารฝรั่งเศส ในสมัยนโปเลียนที่มีการสังหารประชาชนผู้แสวงหาอิสรภาพอย่างเลือด็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีคุณธรรมในการปกครองบ้านเมือง
3. ด้านอารมณ์ความรู้สึก
เป็นการคิดวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านคุณสมบัติที่สามารถกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกและสื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้งของวัสดุ ซึ่งเป็นผลของการใช้เทคนิคแสดงออกถึงความคิด พลัง ความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ในผลงาน เช่น

ภาพฝูงกาเหนือทุ่งข้าวสาลี (Wheatfield with Crows)
เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ
ผลงานของ ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก (Vincent Van Gogh)
แสดงพลังความรู้สึกของศิลปินแทรกอยู่ในรอยฝีแปรงของเส้นสี ซึ่งบ่งบอกถึงความรู้สึกภายในได้อย่างชัดเจน เป็นภาพเขียนชิ้นสุดท้ายในชีวิตที่อาภัพและรันทดของ ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก ซึ่งเขียนภาพนี้ขึ้นก่อนยิงตัวตาย
ประติมากรรมชื่อ ปิเอตา ( Pieta )
ผลงานของ มิเคลันเจโล (Michelongelo Buonarroti)
แสดงคุณค่าด้านความงามขององค์ประกอบศิลป์ที่จัดไว้ในแนวกรอบของรูปสามเหลี่ยม
ซึ่งเป็นการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่นิยมกันมากในผลงาน ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา
(Renaissance) นอกจากนั้นยังแสดงความงามของแนวเส้นโค้งของพระเศียรพระแม่มาเรีย
ที่ก้มพระพักตร์ลงกับแนวเส้นโค้งของพระวรกายองค์พระเยซูที่นอนพาดอยู่บนตัก
อย่างงดงามกลมกลืน ได้คุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างดี ทำให้มองเห็นถึงความรู้สึกของแม่
ผู้มีความรักความผูกพันต่อลูก รวมทั้งยังได้คุณค่าสาระทางด้านศาสนาอีกด้วย
กระบวนการวิจารณ์งานศิลปะตามหลักการและวิธีการ
1. ขั้นระบุข้อมูลของผลงาน
เป็นข้อมูลรายละเอียดสังเขปเกี่ยวกับประเภทของงาน ชื่อผลงาน ชื่อศิลปิน ขนาด วัสดุ เทคนิค วิธีการ สร้างเมื่อ พ.ศ.ใด ปัจจุบันติดตั้งอยู่ที่ไหน รูปแบบการสร้างสรรค์เป็นแบบใด
ตัวอย่างการวิจารณ์งานศิลปะ
1. ขั้นระบุข้อมูลของผลงาน
ประเภทงาน                :     จิตรกรรม
ชื่อผลงาน                   :    <โมนาลิซา ( Mona Lisa )
ชื่อศิลปิน                    :    เลโอนาร์โด ดา วินชี ( Leonado da Vinci ) ศิลปินชาวอิตาเลียน
ขนาดผลงาน              :     >77 x 53 ซม.
เทคนิค วัสดุ               :     สีน้ำมันบนแผ่นไม้
ผลงานสร้างเมื่อปี        :    พ.ศ.2046 - 2049 ( ค.ศ.1503 - 1506 )
ปัจจุบันอยู่ที่                :    พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
รูปแบบการสร้างสรรค์   :    เป็นงานศิลปะตะวันตก การถ่ายทอดรูปแบบเหมือนจริงตามลักษณะแบบอย่าง
ของศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ( Renaissance )
2. ขั้นพรรณนาในผลงาน
เป็นภาพเขียนครึ่งตัว ( Portrait ) สุภาพสตรีผมยาวมีผ้าคลุม หวีผมแสกกลาง เสื้อคลุมด้วยสีดำเรียบ เห็นใบหน้าเกือบตรง ลำตัวบิดเบี้ยวเล็กน้อย มือขวาวางคว่ำสัมผัสข้อมือซ้ายที่วงาราบอยู่บนที่วางแขนของเก้าอี้ เบื้องหลังเป็นภาพของทิวทัศน์สงบเงียบ บรรยากาศเร้นลับ ชวนฝัน
ภาพส่วนขยายนัยน์ตาและรอยยิ้ม ของโมนาลิซา ที่แสดงออกถึง
ความรู้สึกที่ต้องการค้นหาบางสิ่ง ซ่อนเลศนัยและปริศนาให้ผู้ดู
บังเกิดความรู้สึกและตั้งคำถามว่า โมนาลิซากำลังคิดอะไรอยู่

2. ขั้นตอนการพรรณนาผลงาน
เป็นการบันทึกข้อมูลจากการมองเห็นภาพผลงานในขั้นต้นว่าเป็นภาพอะไร เช่น ภาพคน ภาพสัตว์ ภาพทิวทัศน์ ภาพหุ่นนิ่ง เป็นต้น มีเทคนิคในการสร้างสรรค์แบบใด
3. ขั้นวิเคราะห์
เป็นการดูลักษณะภาพรวมของผลงานว่าจัดอยู่ในประเภทใด พิจารณารูปแบบการถ่ายทอดเป็นแบบใด จำแนกทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ออกจากภาพรวมเป็นส่วนย่อยให้เห็นว้มีหลักการจัดภาพที่กลมกลืนหรือขัดแย้งอย่างไร
4. ขั้นตีความ
เป็นการค้นหาความหมายของผลงานว่า ศิลปินหรือผู้สร้างสรค์ต้องการสื่อให้ผู้ชมผลงานได้รับรู้เกี่ยวกับอะไร เช่น สภาพปัญหาในชุมชน สังคม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น
5. ขั้นประเมินผล
เป็นการประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะชิ้นนั้นจากการพิจารณาทุกข้อในเบื้องต้น สรุปให้เห็นข้อดีและข้อด้อยในด้านเนื้อหาและเรื่องราว หลักทัศนธาตุและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ ทักษะ ฝีมือ และการถ่ายทอดความงาม เพื่อการพัฒนาหรือตัดสินผลงานชิ้นนั้น
3. ขั้นวิเคราะห์
เป็นงานจิตรกรรมที่มีคุณค่าในการแสดงออกทั้งในด้านความงาม ด้านสาระ และด้านอารมณ์ความรู้สึก
ด้านความงาม  เป็นภาพที่สร้างสรรค์โดยยึดทฤษฎีการเลียนแบบตามธรรมชาติ คือ การเลียนแบบความ งามตั้งแต่รูปร่าง รูปทรง สีสัน และน้ำหนักแสงเงา
เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของเลโอนาร์โด ดา วินชี ในการเขียนภาพผู้หญิง คือ นิยมเขียนคิ้วบางเลือนราง และมีรอยยิ้มมุมปากที่คล้าย ๆ กันกับภาพอื่น ๆ ของเขา
เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์ในการจัดภาพตามแบบอย่างของศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) คือ มีบุคคลเป็นประธานของภาพและมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์แสดงบรรยากาศตามจินตนาการ เพราะศิลปินในสมัยนั้นมีความเชื่อว่ามนุษย์เป็นศูนญ์กลางของจักรวาล เป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ ยึดมั่นในเหตุผล คุณค่าของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความคิด ความรู้ และความสามารถ
ด้านสาระ เป็นภาพที่แสดงให้เห็นวัฒนธรรมการแต่งกายของคนชั้นสูงในสมัยนั้น ทั้งด้านเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และความนิยมในการไว้ผมยาวหวีแสกกลางตามสมัยนิยม ในแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ในอิตาลี นอกจากที่ปรากฏให้เห็นในภาพโมนาลิซา ยังเห็นได้ในภาพอื่นๆ ของเขาอีก
นอกจากนี้ ภาพโมนาลิซายังเป็นภาพที่เลโอนาร์โด ดา วินชี ถ่ายทอดบุคลิกของตนเองแฝงไว้ในใบหน้าของโมนาลิซา ซึ่งจะมีลักษณะเค้าโครงรูปหน้าที่คล้ายกัน
ด้านอารมณ์ความรู้สึก  เป็นภาพที่แสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในของโมนาลิซาที่แฝงอยู่ในท่าทาง และสะท้อนให้เห็นได้จากนัยน์ตาและรอยยิ้มปริศนา รวมทั้งความรู้สึกที่รับรู้ได้จากบรรยากาศในม่านหมอกของฉากหลัง

การวิเคราะห์ทัศนธาตุ
เส้น       แสดงการใช้เส้นโค้งและเส้นลักษณะอื่นๆ ได้สัมพันธ์กลมกลืนกัน ทั้งในส่วนของใบหน้า เส้น
ผม ผ้าคลุม รอยยับของผ้า นิ้วมือ แนวเส้นของทางเดิน และสายน้ำลำธารของฉากหลัง
รูปร่าง รูปทรง แสดงรูปร่าง รูปทรง ลักษณะธรรมชาติของคน และทิวทัศน์ได้อย่างสวยงาม
สี             แสดงภาพสีส่วนรวมเป็นโทนสีน้ำตาลอมเขียวและดำ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อความ
หมาย สีน้ำตาลหมายถึงธรรมชาติหรือโลก สีน้ำตาลออกดำหมายถึงความสุขุม ความลึกลับซ่อน
เร้น และสีเขียวหมายถึงชีวิต ขนาด สัดส่วน   แสดงขนาดของคนได้เหมาะสมกับขนาดภาพ
และแสดงสัดส่วนทางกายวิภาคได้ถูกต้อง งดงามตามธรรมชาติ

ลแสงเงา    แสดงการใช้แสงเงาที่กลมกลืนเหมือนธรรมชาติ แสงเงาส่วนรวมของภาพมีน้ำหนักเข้มมืด
บริเวณใบหน้าและมือให้แสงสว่างมาก และมีน้ำหนักเงาอ่อน
บริเวณว่าง      แสดงบริเวณว่างรอบตัวโมนาลิซาเป็นทิวทัศน์อยู่ฉากหลัง นอกจากจะทำให้ภาพดูโปร่งตาไม่
ทึบตันเกินไป ยังทำให้ภาพมีระยะใกล้ไกล มีมิติตื้นลึก และเหมือนจริง
ลักษณะผิว    แสดงการใช้ลักษณะผิวในส่วนของใบหน้าและมือด้วยการเกลี่ยสีให้นุ่มนาลสอดคล้อง สมวัย
และเหมือนจริง โดยเฉพาะมือขวาให้ความรู้สึกเหมือนมีเลือดเนื้อจริงๆ

การวิเคราะห์หลักองค์ประกอบศิลป์

อกภาพ       การจัดภาพโดยรวมมีความเป็นเอกภาพด้วยเส้น รูปร่าง รูปทรง สี แสงเงาที่สัมพันธ์กลมกลืน
กันทั้งรูปคนและธรรมชาติ ทำให้ทั้งภาพดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ดุลยภาพ      แสดงภาพโมนาลิซาตรงแกนกลาง วางท่าอยู่ในแนวรูปสามเหลี่ยม จัดวางทิวทัศน์ไว้ในบริเวณ
ว่าง มัลักษณะของดุลยภาพแบบซ้ายขวาเท่ากัน ซึ่งให้ความรู้สึกสงบทางกายภาพ

จุดเด่น        แสดงจัดเด่นอยู่บนใบหน้า มีดวงตาที่ให้ความรู้สึกเหมือนมองผู้ดูผลงานอยู่ตลอดเวลาและรอย
ยิ้มที่เป็นปริศนา

ความกลมกลืน        แสดงการจัดภาพของส่วนประกอบต่างๆ ทางทัศนธาตุ ทั้งรูปแบบของเส้น รูปร่าง  รูปทรง สี ขนาด สัดส่วน แสงเงา บริเวณว่าง และพื้นผิวได้อย่างสัมพันธ์กลมกลืนกันทั้งเทคนิค วิธีการ    สร้างสรรค์ ซึ่งสอดประสานกับอารมณ์ ความรู้สึกของภาพได้อย่างงดงาม
ความขัดแย้ง   แสดงความขัดแย้งในด้านน้ำหนัก สี แสงเงา ส่วนรวมของภาพมีความเข้มคล้ำ ต่างกับส่วนใบ
หน้าที่ใช้น้ำหนักสี สงเงาอ่อนกว่า แต่มีผลดีคือช่วยส่งเสริมบริเวณส่วนใบหน้าให้มีความเจิด
จ้า  เด่นชัด และงดงามยิ่งขึ้น

4. ขั้นตีความ
เป็นงานจิตรกรรมภาพเหมือน (Portrait) ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นภาพของหญิงสาวในท่านั่ง แต่งกายตามสมัยนิยมในแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ในอิตาลี เบื้องหลังเป็นภาพทิวทัศน์ภูเขาที่ดูนุ่มเบา แสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้า โดยเฉพาะแววตาและรอยยิ้มที่เป็นปริศนา ไม่สามารถจะบอกได้ว่าเธอกำลังยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ หรือเธอต้องการบอกอะไรบางอย่างกันแน่ ผู้ที่ได้ชมภาพนี้จะเกิดจินตนาการในการสร้างความรู้สึกหรืออารมณ์เข้าไปในภาพด้วย


5. ขั้นประเมินผล
หลักทัศนธาตุและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์
ศิลปินนำหลักทัศนธาตุและการจัดองค์ประกอบศิลป์มาใช้ให้เกิดความสัมพันธ์กันทั้งในส่วนประธานและส่วนรองของภาพ ทำให้ผลงานมีเอกภาพ ดุลยภาพ จุดเด่น ความกลมกลืนและความขัดแย้งได้งดงามตามกรรมวิธีการจัดองค์ประกอบศิลป์แบบศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance)

ทักษะฝีมือและการถ่ายทอดความงาม
จิตรกรมีทักษะและความสามารถในการเขียนภ่าพเหมือนจริง และพัฒนากรรมวิธีการแก้ปัญหาระยะตื้นลึกของภาพโดยใช้เทคนิคภาพสีหม่น  (Sfumato) ทำให้ฉากหลังดูนุ่มเบา และใช้โทนสีหนักกับตัวนางแบบ นอกจากนี้จิตรกรยังนำหลัก ทัศนมิติเชิงอากาศ (Aerial Perspective) มาใช้ในการแก้ปัญหาระยะตื้นลึก คือการทำให้ภาพดูเหมือนกับมองผ่านปริมาณอากาศ สีของสิ่งที่อยู่ในระยะไกลดูจางลงเป็นลำดับ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้นในอากาศ สีและเส้นรอบนอกของสิ่งที่อยู่ระยะไกลในภาพทิวทัศน์จะมีความชัดเจนน้อยกว่าสิ่งที่อยู่ในระยะใกล้ ทำให้ภาพดูมีระยะตื้นลึก ซึ่งปรากฏในส่วนฉากหลังของโมนาลิซา จัดเป็นภาพที่แสดงระยะตื้นลึกและบรรยากาศยามหมอกลงจัดได้อย่างน่าชม
หลักการวิจารณ์งานศิลป
การวิจารณ์งานศิลปะ เป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับศิลปะที่มองเห็น หรือทัศนศิลป์โดยตรง การวิจารณ์บางครั้งสามารถช่วยให้ผู้ดูรู้จักเลือกดู และรู้จักดูบางสิ่งบางอย่างที่อาจหลงตาไป เพราะยังขาดความรู้และประสบการณ์ ส่วนผู้สร้างผลงานก็เกิดแนวความคิดกว้างขึ้น สามารถนำไปแก้ไขปรับปรุงผลงานของตนเองให้เกิดคุณค่ามากขึ้น
ปัจจุบันศิลปินด้านทัศนศิลป์มีอิสระมากขึ้น แนวความคิด สร้างสรรค์ จินตนาการจึงไร้ขอบเขต ผลงานทางทัศนศิลป์จึงออกมาหลายรูปแบบผสมผสานด้วยเทคนิคและวิธีการที่แปลกใหม่ ทำให้ผู้ที่ชมผลงานยากที่จะเข้าใจเนื้อหาและความงาม ดังนั้นเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจในทัศนศิลป์เบื้องต้น โดยเฉพาะงานจิตรกรรมและประติมากรรมควรดูและสังเกตดังนี้
ตัวอย่างการวิจารณ์ผลงานศิลปะ (ด้านจิตรกรรม)
ผลงานภาพเขียนสีชอล์ก ชื่อภาพ “ยักษ์” ของนพศร ณ นครพนม
การวิจารณ์
ผลงานภาพเขียนสีชอล์ก ชื่อภาพ “ยักษ์” ของนพศร ณ นครพนม เขียนภาพยักษ์ด้วยลีลาและสีสันที่แสดงการเคลื่อนไหวกระฉับกระเฉง คล้ายเป็นการผสานลีลาของการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ สีเขียว น้ำเงิน ม่วง แดง เหลือง ดำ ให้ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจสนุกสนาน
ผลงานภาพเขียนสีชอล์ก ชื่อภาพ “ยักษ์” ของนพศร ณ นครพนม
การวิจารณ์
ผลงานภาพเขียนสีชอล์ก ชื่อภาพ “ยักษ์” ของนพศร ณ นครพนม เขียนภาพยักษ์ด้วยลีลาและสีสันที่แสดงการเคลื่อนไหวกระฉับกระเฉง คล้ายเป็นการผสานลีลาของการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ สีเขียว น้ำเงิน ม่วง แดง เหลือง ดำ ให้ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจสนุกสนาน
ประติมากรรมรูปปลา ของโทมัส โกลยา
การวิจารณ์
ประติมากรรมรูปปลา ของโทมัส โกลยา เป็นประติมากรรมแกะไม้ระบายสีสวยงาม คล้ายปลาที่มีสีสันสวยงามในตู้เลี้ยงปลา ลวดลายเป็นไปตามธรรมชาติ สีต่างๆ มากมาย เช่นสีแดง เขียว เหลือง น้ำเงิน ม่วง เราอาจเลี้ยงปลาที่บ้านหรือโรงเรียนก็ได้ แต่ต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างดีที่สุด เพราะปลามีชีวิต มีความเจ็บปวด มีความหิว ไม่ต่างไปจากเรา
โดยสรุปหลักการวิจารณ์งานศิลปะตามหลักสุนทรียศาสตร์ประกอบด้วย 1) ดูการ์ดที่ติดใกล้ผลงาน บอกชื่องาน ขนาดผลงาน 2)ดูว่าเป็นศิลปะสาขาใด 3)ดูสิ่งที่ทำให้เกิดมิติในผลงาน 4)ดูส่วนประกอบของความงาม 5)ดูการจัดภาพ 6)ดูทฤษฎีการถ่ายทอดทางศิลปะ 7) ดูเรื่องราวที่นำมาสร้างเกี่ยวกับเรื่องใดและ 8)ดูคุณค่าทางความงามและคุณค่าทางเรื่องราว
ภาพแสดงการ์ดที่ติดงานใกล้ผลงาน (ถ้ามี) บอกชื่อผู้สร้างผลงาน ชื่อผลงาน เทคนิคผลงาน ว่าทำจากอะไร แบบใด อย่างไร เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาเรื่องราวของผลงานเป็นอันดับแรก
ภาพแสดงผลงานแบบไทยประเพณีรูปแบบไทยเดิมและแบบไทยประเพณีรูปแบบไทยประยุกต์
ภาพแสดงศิลปะ รูปแบบรูปธรรม รูปแบบกึ่งนามธรรม และ รูปแบบนามธรรม
ภาพแสดงศิลปะ รูปแบบกึ่งนามธรรม และ รูปแบบนามธรรม
ภาพวาดพระบรมฉายลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙
ผลงาน สุวิทย์ ใจป้อม แห่ง http://www.visualizer-club.com/
แสดงทฤษฎีการถ่ายทอดทางทัศนศิลป์ เช่นทฤษฎีเหมือนจริง ทางปัญญา ของศิลปินผู้วาดภาพ
ผลงาน คุณนักรบ แห่ง http://www.visualizer-club.com แสดงความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน

แสดงคุณค่าทางความงามและคุณค่าทางเรื่องราว
การวิจารณ์งานศิลปะ  เป็นการพิจารณาผลงานศิลปะอย่างมีเหตุผล เพื่อเป็นผลต่อการชื่นชม เลือกสรร  หรือให้การตัดสินว่างานศิลปะมีคุณค่าหรือไม่ และสามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุผลใด  ในการวิจารณ์แต่ละครั้งจะต้องมีผลงานศิลปะเป็นสื่อ
     การวิจารณ์งานศิลปะ สามารถวิจารณ์ได้  2 ลักษณะ คือ วิจารณ์ทางคุณค่าของเรื่องราว และวิจารณ์ทางคุณค่าของรูปทรง
     1. คุณค่าทางเรื่องราว งานศิลปะจะบ่งบอกถึงเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาต่างๆ  กัน เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา ประวัติศาสตร์ ทิวทัศน์ เป็นต้น งานศิลปะที่ดีจึงเป็นงานที่สามารถบอกเรื่องราวได้ชัดเจน  ตามความต้องการในการแสดงออกของผู้ทำงานศิลปะนั้นๆ เป็นต้นว่าภาพแกะสลักประตู  หน้าต่างโบสถ์ในพุทธศาสนา สามารถบอกเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติได้เป็นอย่างดี
    
     2. คุณค่าของรูปทรง  ถ้าเปรียบเทียบงานศิลปะประเภทรูปวาดหรือรูปปั้นกับเพลงที่ได้ยินทั่วๆ  ไป เนื้อร้องของเพลงก็เปรียบได้กับเรื่องราวของรูปวาดหรือรูปปั้น ส่วนจังหวะ  ทำนอง และการบรรเลงดนตรี เปรียบได้กับรูปทรงของรูปวาด หรือรูปปั้นนั่นเอง
     ดังนั้น รูปทรงจึงมีความสำคัญต่องานศิลปะไม่น้อยไปกว่าเรื่องราว  แม้แต่บทเพลงบรรเลงที่มีเฉพาะจังหวะทำนองของดนตรีเท่านั้นยังให้ความรู้สึกสนุกสนาน  โศกเศร้า หรือสะท้อนใจต่อผู้ฟังได้เช่นเดียวกับงานศิลปะประเภทนามธรรมที่ไม่ได้แสดงเรื่องราวใดๆ  ออกมาเลยนอกจากคุณค่าทางรูปทรง โดยการประกอบกับเส้น รูปร่าง สีสัน ลักษณะผิวก็ยังสร้างความชื่นชมต่อผู้ชมได้ไม่น้อยเลย
คุณสมบัติของผู้วิจารณ์ที่ดี
     ผู้วิจารณ์ที่ดีนั้นควรจะต้องมีพื้นฐานความรู้ในงานศิลปะแต่ละประเภท  จากการศึกษาและได้พบเห็นมากได้รับฟังจากคำวิจารณ์มามาก และต้องตระหนักอยู่อย่างหนึ่งว่า  การวิจารณ์นั้นเพื่อปรับปรุง แก้ไข และชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องต่างๆ  อย่างยุติธรรม นอกจากนั้นยังเป็นการเชิดชูผลงานศิลปะที่ดี มีคุณค่าอีกด้วย

     คุณลักษณะของผู้วิจารณ์ที่ดี มีดังนี้
     1. ต้องรู้จักหลักการวิจารณ์
     2. เป็นผู้ที่มีความรู้ในวิชาศิลปะอย่างกว้างขวาง  มีพื้นฐานในวิชาศิลปะทั่วไปและประเภทใดประเภทหนึ่ง เพื่อที่จะได้วิจารณ์โดยเฉพาะแต่ละสาขา  ตลอดจนสาขาที่เกี่ยวข้อง และรู้ละเอียดลึกซึ้ง สามารถเสนอแนะและแสดงความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น
     3. เป็นผู้ที่มีความรอบรู้ที่สามารถเชื่อมโยงวิชาความรู้อื่นๆ กับศิลปะได้เป็นอย่างดี เพื่อจะได้ช่วยให้ผู้สนใจชื่นชมได้ตามระดับความรู้และความสามารถ

     4. เป็นผู้ที่มีความใจกว้าง ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น  แบ่งปันความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะความคิดเห็นจากผู้ถูกวิจารณ์

     5. เป็นผู้ที่มีความจริงใจ มีความยุติธรรม  ไม่เกิดความโน้มเอียงเข้าข้างตนเอง

     6. เป็นผู้ที่มีความซาบซึ้งและรักในงานศิลปะอย่างแท้จริง  สนใจต่อการเคลื่อนไหวในวงการศิลปะ ตลอดจนแนวความคิดใหม่ๆ ของศิลปะ

     7. เป็นนักคิด ค้นคว้า สนใจในสิ่งใหม่ๆ  และศึกษาหาความรู้อยู่เสมอๆ
คุณประโยชน์ของการวิจารณ์งานศิลปะ
     การวิจารณ์งานศิลปะอาจเป็นของใหม่สำหรับเมืองไทย  ซึ่งคนในสมัยปัจจุบันควรทราบอย่างยิ่ง  เพราะโดยเนื้อแท้ของการวิจารณ์งานศิลปะนั้น  มีคุณประโยชน์ทั้งผู้วิจารณ์เอง  และผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ  ดังต่อไปนี้
ผู้วิจารณ์
     “ผู้วิจารณ์” จะได้ทราบความเคลื่อนไหวของศิลปะ  ซึ่งไม่เพียงแต่ภาพวาดหรือรูปปั้นรูปแกะสลักเท่านั้น ยังรวมไปถึงสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย       ทำให้มีวิจารณญาณที่ดีขึ้น มีความละเอียดประณีตอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ  เป็นผู้มีเหตุผล มีความเที่ยงธรรม และแสวงหาความรู้อยู่เสมอ
ผู้วิจารณ์งานศิลปะสาขาต่างๆ
     ผู้วิจารณ์งานศิลปะนั้นควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะการทำงานศิลปะในสาขาต่างๆ  เช่น งานปั้น งานแกะสลัก งานเขียนภาพ งานพิมพ์ ฯลฯ ผลงานต่างๆ เหล่านี้ย่อมมีความแตกต่างกันทั้งในด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติ  ดังนั้น ผู้วิจารณ์จึงต้องมีความรอบรู้ในหลักวิชา วิธีการ วัสดุ เทคนิคต่างๆ  ที่นำมาประกอบกันในงานแต่ละชิ้นด้วย จึงสามารถวิจารณ์ได้อย่างถูกต้อง
ผู้สร้างงานศิลปะ
    “ผู้สร้างงานศิลปะ” ก็จะมีโอกาสได้แถลงแนวความคิดสร้างสรรค์ของตนเองให้สาธารณชนทราบ  พร้อมกันนั้นก็ยังทราบแนวความคิดของผู้อื่น และเป็นผลก่อให้เกิดการปรับปรุงแก้ไข  เพราะตนเองอาจมองผ่านบางจุดหรือบางส่วนในผลงานที่ได้สร้างขึ้นก็ได้ สิ่งเหล่านี้มิใช่ความผิดพลาดจนทำให้เกิดความท้อแท้ใจ  แต่จะกลายเป็นพลังให้บังเกิดประสิทธิภาพในผลงานยิ่งขึ้นอีกด้วย
การวิจารณ์งานศิลปะ