ทัศนศิลป์อียิปต์ ( Egyptian Visuai Art ) เป็นแหล่งอารยธรรมและทัศนศิลป์ของโลกได้เริ่มขึ้นแถบลุ่มแม่น้ำไนล์ในระหว่าง 4,000 ปีก่อน ค.ศ. - ค.ศ. 640 โดยกลุ่มชนอัฟริกามาตั้งถิ่นฐานสองฝั่งแม่น้ำไนล์ ต่อมาได้มีการพัฒนาการเคารพบูชาสัตว์จนกลายเป็นเทพเจ้า ส่วนผู้นำกลุ่มเรียกว่า ฟาโรห์ ( Fharoch ) หมายถึง กษัตริย์ฟาโรห์นาร์เมอร์ (หรือที่เรียกว่าฟาโรห์ มีนีส) ได้รวบรวมอาณาจักรตอนบน (ตอนใต้) และอาณาจักรตอนล่าง (ตอนเหนือ) เข้าด้วยกันจนเป็นอาณาจักรอิยิปต์ที่รุ่งเรืองหลายฟาโรห์สืบทอดกันมา แต่ภายหลังความเจริญรุ่งเรืองของอิยิปต์ก็ถูกรุกรานและปกครองโดยชาวแอสสิเรีย ชาวเปอร์เชีย ชาวกรีก โดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นผู้สร้างเมืองอเล็กซานเดรีย จนกระทั่งถึงยุคพระนางคลีโอพัตรา กษัตริย์ราชวงค์ปโตเลมี องค์สุดท้ายสิ้นพระชนม์ อิยิปต์ก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมันอีกทอดหนึ่ง
ความเจริญก้าวหน้าในวิทยาการด้านต่าง ๆ ของอียิปต์โบราณมี ดังนี้
                1. ริเริ่มปฏิทิน โดยคำนวณจากสุริยะจักรวาล และการขึ้นลงของแม่น้ำไนล์ ในแต่ละวัน เดือน  และปี
                2. ขุดคลองส่งน้ำเข้าไปในดินแดนต่าง ๆ ที่แห้งแล้ง และเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภค
                3. ผลิตกระดาษจากต้นปาริรุสใช้ ทำเรือ ทำเสื่อ เชือก และรองเท้า ฯลฯ
                4. ประดิษฐ์อักษรภาพ เรียนว่า ภาษาเฮียโรกลิฟฟิค นิยมเขียนคำจารึกตามผนังกำแพง แผ่นหิน หลุมเก็บศพ ต่อมาก็ใช้อักษรแทนภาพ เรียกว่า ภาษาเฮีนราติค และราวปี 700 ก่อน ค.ศ. การเขียนภาพก็พัฒนาการไปเป็นแบบที่แจงสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ เด่นชัด เรียกว่า อักษณแบบเดโมติค และในปี ค.ศ. 1822 นักนิรุกต์ศาสตร์หนุ่มชาวฝรั่งเศส ชื่อ ยีน ฟรังชัวส์ ซัมโปลอง เป็นผู้ถอดรหัสภาษาอักษรภาพโบราณบนแผ่นหินโรเซตตาได้สำเร็จทำให้ความลับบางอย่างถูกเปิดเผย ( ปิรามิด 99,2526,25 )
                5. วงการแพทย์ โดยการรักษาศพได้เป็นพัน ๆ ปี
                6. วงการศึกษาและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ที่ใหญ่โตจนทุกวันนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่า ชนชาวอิยิปต์สร้างงานทัศนศิลป์ด้วยเครื่องมืออะไร และชนิดใด
งานทัศนศิลป์ของชนชาวอียิปต์สร้างสรรค์ด้วยสาเหตุคติความคิดความเชื่อ จึงสร้างผลงานได้ใหญ่โตเกี่ยวกับการจัดภาพแบบประจำชาติ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะทั้ง 3 แขนง คือ

               1. จิตรกรรม เขียนภาพไว้ตามฝาผนังปิรามิด สุสาน หีบศพ แสดงถึงชีวิตประจำวันและความเป็นอยู่ในสมัยนั้น เช่น ภาพคนที่จะแสดงว่าเป็นกษัตริย์หรือคนสำคัญ จะมีขนาดใหญ่กว่าบริวารและส่วนประกอบจะลดขนาดลงตามส่วน คล้ายจิตรกรรมไทยมีลักษณะระบายสีแบบ ๆ ไม่มีแสงเงา ลักษณะ 2 มิติ ภาพคนทั่ง ๆ ไป ตอนหน้าและศรีษะแสดงท่าทาง ด้านข้าง แต่เขียนตามองด้านหน้า ลำตัวเป็นลำตัวทางด้านหน้า เท้ากลับเป็นทางด้านหลัง เนื้อหาจะเป็นความเชื่อในสิ่งลี้ลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ วัสดุใช้สีฝุ่นผสมกาวยางไม้จากธรรมชาติ    
2.ประติมากรรม มีทั้งรูปประเภทลอยตัว นูนสูง นูนต่ำ และภาพแกะลายร่องลึกลงบนพื้นหิน จะมีลักษณะเหมือนจริงทั้งขนาดและรูปทรง เน้นลักษณะทางกายวิภาคผสมกับลักษณะตามอุดมคติประติมากรรมบางชิ้นจะทาสัผิงเนื้อ ปาก และเขียนคิ้วให้เหมืนจริง และบางชิ้นก็มีขนาดใหญ่โตมาก จนอาจจัดเข้าไว้ในพวกก่อสร้า เช่น รูปสฟิงค์ ( Sphinx ) แห่งกิเซห์ ที่มีหัวเป็นคน ลำตัวเป็นสิงโตหมอบอยู่ข้างมหาปิรามิด และวิหารอะบูซิมเบล ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงทีเบส ไปทางตอนใต้ 480 กิโมเมตรฟาโรห์รามเมสเซสที่ 2 ทรงสร้างรูปปั้นใหญ่โตโอ่อ่าด้วยหินทรายแท่งขนาดใหญ่ต่อนกันสูง 55 เมตร ( ปิรามิด 99,2526,18 ) อยู่เหนือเขื่อน อัสจาน และถูกน้ำท่วมตลอด ปัจจุบันยูเนสโก ( Unesco ) กับอีก 10 องค์กรช่วยกันเคลื่อนย้ายให้พ้นระดับน้ำท่วมแล้ว พอสรุปได้ว่า งานประติมากรรมของอิยิปต์ ส่วนใหญ่จะนิยมสลักภาพบุคคลสำคัญ เทพเจ้าและภาพตกแต่งตามวิหาร และห้องเก็บศพ ถ้าเป็นงานภายนอกจะมีขนาดใหญ่มากอีกอย่างที่ชนชาวอียิปย์นำมาใช้ในงานประติมากรรม คือ โลหะต่าง ๆ เช่น ทองคำแท้ ซึ่งเป็นหน้ากากพระศพของฟาฌรห์ตุตันคาเมนที่มีอายุประมาณ 3,000 ปี ซึ่งนักโบราณคดีชื่อ โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ชาวอังกฤษ เป็นผู้ขุดค้นพบในปี ค.ศ. 1922 ทำให้ประวัติศาสตร์ตื่นตัวค้นคว้าหาหลักฐานด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยมากขึ้น
3. สถาปัตยกรรม มีความเชื่อเรื่องของอำนาจลี้ลับและเทพเจ้าที่คอยช่วยเหลือ ทำให้ชาวอียิปต์สร้าสิ่งที่ใหญ่โต เช่น
                    (1) มาสตาบา ( Mastaba ) ที่เก็บศพชนชาวอียิปต์ในระยะแรก ๆ สร้าด้วยหินสูงใหญ่คล้ายที่นั่ง
                    (2) ปิรามิดระยะแรกเป็นขั้นบันได ต่อมาได้สร้างปิรามิดลักษณะทรงสูงเหลี่ยมมียอดอยู่ตรงกลาง ปิรามาดที่ใหญ่ที่สุดคือ กิเซห์ ( Gizah ) เก็บศพฟาโรห์คูฟู หรือคีออฟส์
                    (3) หุบผา หรือ หุบเขา ขุดเจาะทำเป็นที่ฝังศพของฟาโรห็ มเหสีที่ฝังศพแบบใต้ดินนี้เรียกว่าไฮร์โอเจียม ( Hyprogeum )
                    (4) การสร้างวิหาร ( Temples ) ได้สร้างวิหารไว้มากมาย วิหารที่มีชื่อ ได้แก่ วิหารลักซอร์ วิหารคาร์นัคถือว่าเป็นวิหารเทพเจ้าสุริยะเทพ ( Amonra )
  สาเหตุการสร้างทัศนศิลป์ของชาวอียิปต์โบราณ ได้แก่
1. เชื่อในตัว ฟาโรห์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนสุริยเทพอะนัน ที่ลงมาจุติบนโลกชนชาวอียิปต์ทั้งหมดขึ้นอยู่กับฟาโรห์ทั้งสิ้น
2. เชื่อในเทพเจ้า  ชาวอียิปต์เคารพบูชาเทพเจ้าหลายองค์  โดยทั่วไปสัญลักษณ์แทนเทพเจ้ามีรูปทรงเป็นมนุษย์และเศียรเป็นรูปหัวสัตว์ต่าง ๆ เทพอะนูบีส มีหัวเป็นสุนัขจิ้งจอก เทพฮอรัสมีหัวเป็นเหยี่ยว เป็นต้น
3. เชื่อชีวิตหลังความตาย โดยเชื่อว่าในวันสิ้นโลก จะมีชีวิตกลับคืนมาอีกครั้ง ดังนั้นคนที่ตายไปแล้วจะพยายามรักษาศพไว้ไม่ให้เน่าเปื่อย ด้วยการผ่าศพล้างอวัยวะข้างในยกเว้นหัวใจเพราะเชื่อว่าหัวใจมนุษย์เป็นที่รวมแห่งสติปัญญา และใช้ตัดสินใจในขณะอยู่โลกใหม่ เสร็จแล้วใช้ผ้าลินินชุบน้ำยาพันร่างเรียกง่า มัมมี่ ( Mummy )